เข้าใจผู้อื่นและตนเอง ทักษะเบื้องต้นของการเข้าสังคม

เข้าใจผู้อื่นและตนเอง ทักษะเบื้องต้นของการเข้าสังคม

เมื่อคนเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีพัฒนาการจึงทำให้คนมีการเติบโต และมีการเปลี่ยนแปลงไม่หยุดนิ่ง ความต้องการภายในของเราก็เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลาเช่นกัน ตอนเป็นเด็กเราอาจจะมีความคิดอย่างหนึ่ง เมื่อโตขึ้นเราก็มีความคิดอีกแบบหนึ่ง แต่เชื่อได้เลยว่าไม่ว่าคนเราจะพัฒนาก้าวหน้าไปมากเพียงใดก็ตาม ความเป็นปัจเจกแต่เหมือนกันของมนุษย์คือ ความต้องการความเข้าอกเข้าใจจากผู้อื่น สำหรับบางคนอาจขยายผลไปถึงการได้รับการยอมรับจากผู้อื่นอีกด้วย และก็เป็นความจริงของชีวิตอีกว่าคนเรามักไขว่คว้า เสาะแสวงหา ผู้ที่จะมาเข้าใจตนเอง มากกว่าการที่ตนเอง จะเปิดประตูใจไปสู่การเข้าใจผู้อื่นอย่างแท้จริง

ซึ่งทักษะการเข้าใจตนเองและผู้อื่นนั้น เด็กหลายคนพัฒนามาจากสิ่งที่อยู่ภายในตนเอง แต่เด็กอีกหลายคนได้รับการบ่มเพาะ และรดน้ำเมล็ดพันธ์ุเหล่านั้นจากบุคคลในชีวิต สำหรับเด็กที่มีความฉลาดด้านการเข้าใจตนเองและผู้อื่น (Interpersonal Intelligence) คือ เด็กที่มีความสามารถในด้านการเข้าใจผู้อื่นและตนเอง อันเป็นทักษะเบื้องต้นของการเข้าสังคม สามารถเป็นมิตรกับผู้อื่นได้ง่าย ความสามารถเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น มีความสามารถในการสื่อสาร ชอบจัดการผู้อื่นและมักแสดงออกถึงความเป็นผู้นำ ช่างพูดคุยกับผู้อื่นมีมนุษยสัมพันธ์ดี สามารถช่วยไกล่เกลี่ยความไม่เข้าใจระหว่างเพื่อนได้เป็นอย่างดี ดังนั้นเด็กที่มีความฉลาดในด้านนี้จึงมักเป็นที่รักของผู้อื่น เพราะความเป็นกันเอง เข้าอกเข้าใจผู้คน แต่การเข้าใจผู้อื่นที่ดีก็ควรมีรากฐานมาจากการเข้าใจตนเองที่ถ่องแท้นะคะ มิฉะนั้นความเป็นตัวของตัวเอง หรือเป้าหมายที่เด็กๆต้องการจริงๆ มักจะโอนเอนไปตามผู้คนที่อยู่รอบข้าง จนเมื่อถึงวันหนึ่งเกิดความขาดสมดุลย์ที่มากจนเกินไป จะทำให้เด็กๆที่น่ารักเข้าอกเข้าใจผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา กลายเป็นเด็กที่แห้งแล้งจากข้างในเพราะไม่เคยทบทวนความต้องการของตนเองเลยว่า แท้จริงแล้วเป้าหมายของตนเองคืออะไร?

เด็กที่มีความเข้าใจในตนเอง มักแสดงความสนใจสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นในความรู้สึกนึกคิดของตนเอง มีการรับรู้ตนเองตามความเป็นจริง และมักพูดคุยถึงแนวความคิดของตนเองออกมา ผู้ใหญ่บางคนจะบอกว่าเด็กเหล่านี้ตรงไปตรงมา แต่ผู้ใหญ่บางคนก็อาจเข้าใจว่าเด็กเหล่านี้ตรงเกินไป ก็อยู่ที่ทัศนคติของทั้งสองฝ่ายค่ะ เด็กๆ เหล่านี้จะรู้จักจุดอ่อน จุดแข็งของตนเอง เวลาทำกิจกรรมต่างๆจึงมักรู้ว่าตนเองจะทำอะไรได้ถนัดหรือไม่ถนัด รู้แม้กระทั่งว่าถ้าอยากจะถนัดควรจะทำอย่างไร การจูงใจให้เด็กๆ เรียนรู้ที่จะเข้าใจตนเองอย่างลึกซึ้ง ที่จะนำไปสู่การเรียนรู้ที่เพื่อเข้าอกเข้าใจผู้อื่นอย่างชัดเจนนั้น ต้องอาศัยผู้ใหญ่ใจดีที่จะมาช่วยสนับสนุน ส่งเสริม เพื่อสร้างสมดุลย์ภายในให้กับเด็กๆ กันค่ะ

Tip how to

>> เมื่อลูกเรียนรู้จากเราดังนั้นการสร้างทัศนคติสำคัญพื้นฐานของการเป็นมนุษย์นั้นคือการยอมรับและให้เกียรติผู้อื่น หมายถึง การยอมรับลักษณะส่วนตัวหรือลักษณะเฉพาะของบุคคลตามที่เขาเป็น ให้เกียรติและเคารพคุณค่าของบุคคลที่อยู่ตรงหน้า แสดงความเป็นมิตรและความอบอุ่นใจ สิ่งเหล่านี้ลูกเรียนรู้จากการแสดงออกของเราซึ่งเป็นพ่อแม่ และอยู่ใกล้ตัวลูกที่สุดค่ะ

: ความเป็นเด็กที่มีภาวะพิเศษต่างๆ มักทำให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจความแตกต่างระหว่างบุคคลได้มากกว่าที่ผู้อื่นที่ไม่ได้มีโอกาสสัมผัสเด็กพิเศษเท่าเรานะคะ แต่ถ้าเราเปิดใจให้กว้าง...และวางใจกับผู้อื่นว่า นี่เป็นโอกาสที่สังคมจะได้เรียนรู้ความเป็นปัจเจกจากลูกเรา รวมทั้งลูกเราก็ได้โอกาสจากสังคมขัดเกลาตนเองให้เหมาะที่จะใช้ชีวิตประจำวันอยู่กับผู้อื่นอย่างไม่ทำให้ผู้อื่นและตนเองทุกข์ การยืดหยุ่นและการมองผู้อื่นอย่างมีศักดิ์ศรีแห่งความเป็น “มนุษย์” จะช่วยให้ทั้งคุณพ่อคุณแม่ และตัวเด็กๆเอง ไม่รู้สึกว่าตนเองฝึกลูกในข้อนี้มาก หรือน้อยเกินไปหรือเปล่า เรื่องนี้เป็นปัจเจกของครอบครัวค่ะ ไม่มีมากน้อย ไม่มีดีไม่ดี ขึ้นอยู่กับความเห็นของแต่ละครอบครัว แต่ที่สำคัญหลักการสำคัญในการฝึกมีอยู่ 3 อย่างคือ

1. ไม่ทำให้ตนเองเดือดร้อน
2. ไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน
3. คือไม่ทำให้ข้าวของเสียหาย

เริ่มต้นจากการเคารพกันและกันนะคะ เป็นประตูบานแรกที่จะช่วยให้เราเปิดไปสู่การเรียนรู้ตนเองและผู้อื่นอย่างแท้จริงได้ค่ะ

>> เด็กๆ ต้องเรียนรู้การเข้าใจไปถึงความรู้สึกและสิ่งที่อยู่ภายใต้ความรู้สึกของผู้อื่น หมายถึง การเข้าใจในเนื้อหาสาระความหมายที่แท้จริงที่ผู้อื่นกำลังสื่อสารกัน หรือสื่อสารกับตนเอง การเข้าใจในความรู้สึกของผู้อื่นเสมือนเป็นตัวเขา บางครั้งอาจต้องเข้าใจลึกซึ้งไปกว่าความรู้สึกที่คนคนนั้นแสดงออกมาเป็นทักษะที่ต้องฝึกค่ะ

: ฝึกแรกคือต้องฝึกอยู่กับปัจจุบัน หมายความว่าต้องฝึกใช้การฟังที่มากพอของเด็กๆ ฝึกให้เด็กๆ ฟังให้หมดฟังให้จบ ในสิ่งที่ผู้พูดอยากจะพูด อยากจะบอกค่ะ ไม่ไปนึกถึงเรื่องหรือสถานการณ์เก่าที่เพื่อนเคยทำผ่านไปแล้ว หรือไปคิดเอาเองว่าเพื่อนจะบอกอะไร แล้วเลยหยุดฟังมาแสดงท่าทีเป็นผู้พูดแสดงความคิดเอง ว่าเพื่อนคงจะคิดอย่างนั้น อย่างนี้ กลายเป็นเพื่อนก็เลยไม่สื่อสารต่อแล้วค่ะ เพราะเราไปตัดสินเพื่อนซะแล้ว ถ้าการตัดสินของเราออกมาถูกใจนี่ก็ดีไปนะคะคุยกันต่อได้ แต่ถ้าเดาผิดเดาถูก จบกันค่ะ คนอื่นเลิกสื่อสารกับเด็กๆแน่ นอกจากการฟังภาษาพูดที่คนอื่นพูดออกมาแล้ว ต้องฝึกให้เด็กๆสังเกตุภาษากายของผู้อื่นประกอบด้วยนะคะ ว่าแต่ละคนมีการแสดงท่าทีนั้นตอนที่ต้องการอะไร เพราะบางคนพูดไม่เก่งพอใจไม่พอใจต้องดูที่สีหน้า แววตาของเพื่อนด้วยค่ะ ต้องหมั่นให้เด็กๆ ใช้ข้อมูลหลายๆ ส่วนมาประกอบกัน


PB-Mag Team
 

Comments

comments