6 วิธีสำหรับช่วยแม่ตั้งครรภ์ทำงานอย่างสบายใจ

6 วิธีสำหรับช่วยแม่ตั้งครรภ์ทำงานอย่างสบายใจ

แจ้งให้เจ้านายคุณทราบ
นอกจากจะรีบแจ้งให้เจ้านายทราบตั้งแต่เนิ่นๆเรื่องการตั้งครรภ์ของคุณแล้ว ถ้าคุณตั้งใจเอาไว้ว่าจะหยุดทำงานหลังคลอด คุณต้องรีบแจ้งเจ้านายให้ทราบล่วงหน้าเผื่อเวลาให้เขาหาคนใหม่ด้วย รวมทั้งเผื่อเวลาให้คุณเองทำงานสำคัญที่ยังค้างอยู่ให้เรียบร้อยด้วย หลังจากที่แจ้งกับนายจ้างแล้ว ให้คุณเตรียมมอบหมายงานให้คนใหม่ด้วย นายจ้างจะได้เห็นว่าคุณรับผิดชอบงาน และมีความชัดเจนว่าคุณลาออกจากงานเพราะต้องการดูแลลูกดูและครอบครัวอย่างจริงจัง

ขอเปลี่ยนลักษณะงานชั่วคราว
ถ้าลักษณะการทำงานของคุณไม่เหมาะกับสรีระร่างกายที่เปลี่ยนแปลง หรือลักษณะงานของคุณเข้าข่ายเป็นอันตรายหรือเสี่ยงต่อการดูแลสุขภาพลูกและตัวคุณเอง ก็ควรพูดคุยกับทางบริษัทขอย้ายตำแหน่งงานชั่วคราวที่ปลอดภัยกับการทำงานดีกว่า เพราะการดูแลตัวเองเป็นเรื่องสำคัญที่คุณต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรก

คุณเครียด งานก็เครียด
ในขณะที่ตั้งครรภ์ คุณแม่บางท่านอาจจะมีอารมณ์หงุดหงิดง่ายขึ้น โมโหกับสิ่งที่มากระทบได้ง่าย ซึ่งความเครียดที่กล่าวมานี้ถึงแม้จะยังไม่มีรายงานที่แน่ชัดว่ามีผลกระทบต่อลูกในครรภ์อย่างไร แต่โดยหลักการในเรื่องความเชื่อมโยงกันระหว่างแม่กับลูกแล้ว เมื่อแม่เกิดความเครียด ไม่สบายใจ ความไม่สบายตัวก็เกิดขึ้นตามมา ระบบไหลเวียนเลือดก็อาจผิดปกติ ลูกที่อยู่ในครรภ์ก็อาจจะได้รับความรู้สึกนี้ไปบ้าง ฉะนั้นก่อนจะหงุดหงิดหรือโวยวายนึกถึงลูกในครรภ์เข้าไว้ และคิดถึงแต่สิ่งดีๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้กับชีวิตคุณ ก็จะช่วยได้ค่ะ

ระวังงานอันตราย
งานสัมผัสกับสารเคมีอยู่เป็นประจำ หรือต้องอยู่ใกล้กับมลภาวะที่เต็มไปด้วยสารเคมี ไม่เหมาะกับผู้หญิงตั้งครรภ์ หรือถ้างานที่เรารับผิดชอบต้องยืนทำติดต่อกันเป็นเวลานาน ต้องใช้แรงค่อนข้างมาก ต้องหิ้วของหนักอยู่เสมอ ต้องทำอยู่ในที่แคบๆ หรือที่ที่อากาศถ่ายเทไม่สะดวก ที่กล่าวมาทั้งหมดล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้คุณแม่ตั้งครรภ์เกิดความอึดอัด ความไม่สบายตัว และขัดต่อสรีระในขณะท้อง ดังนั้นในช่วงตั้งครรภ์จึงควรหลีกเลี่ยงงานลักษณะนี้

เชื้อโรคในที่ทำงาน
การทำงานต้องมีการติดต่อกับบุคคลอื่นๆ อยู่เกือบตลอดเวลา ดังนั้นคุณแม่ตั้งครรภ์ก็ต้องคอยสังเกตว่ามีใครที่กำลังเป็นหวัด หรือป่วยด้วยโรคที่ติดต่อได้ง่ายๆ สิ่งที่ควรทำคือพยายามไม่เข้าใกล้ เพื่อสุขภาพของคุณและลูกในท้อง จำไว้ว่าคุณต้องระวังเรื่องสุขภาพเป็นพิเศษ

ขอ “ลาคลอด”
หากคุณตั้งครรภ์ในขณะที่ยังทำงานนอกบ้าน โดยปกติคุณสามารถทำงานต่อไปได้เรื่อยๆ จนกระทั่งถึงวันครบกำหนดคลอด แต่เนื่องจากกฎหมายแรงงานของไทยอนุญาตให้ลาคลอดได้สูงสุด 90 วันนับจากวันที่เริ่มลาคลอด โดยไม่กำหนดว่าจะต้องเริ่มวันลาคลอดเมื่อไหร่ คุณแม่บางคนมักจึงลาคลอดเมื่อท้องแก่ใกล้คลอดเพื่อจะได้มีเวลาอยู่กับลูกนานๆหลังคลอด แต่ถ้าคุณมีวันลาพักร้อนเหลือก็สามารถนำมาลาเพิ่มด้วยได้ และเพื่อความสบายใจก่อนลาคลอดอย่าลืมสะสางงานที่คุณทำค้างไว้แล้วมอบหมายงาน หรือแจ้งเพื่อนร่วมงานว่าจะต้องทำอะไรบ้างเมื่อคุณไม่อยู่ให้เรียบร้อย

Knowing Your Right
ในระหว่างตั้งครรภ์สิทธิ์อะไรที่เราควรได้ก็และเราควรใช้ ให้เป็นประโยชน์ในช่วงนี้

ข้าราชการ

- ลาคลอด 90 วัน โดยไม่ต้องมีใบรับรองแพทย์ และได้รับเงินเดือนตามปกติ
- ลากิจส่วนตัวเพื่อเลี้ยงดูบุตร (ไม่ได้รับเงินเดือน โดยลาได้ไม่เกิน 150 วันทำการ)
- เบิกเงินช่วยเหลือการคลอดบุตรได้ครั้งละ 400 บาท ไม่รวมค่ารักษาพยาบาล ซึ่งเบิกแยกต่างหากได้ตามระเบียบข้าราชการ

เงินสวัสดิการสำหรับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย เดือนละ 50 บาทต่อคน โดยจะได้รับเงินช่วยเหลือแก่บุตรไม่เกิน 3 คน จนถึงอายุ 18 ปีบริบูรณ์

พนักงานรัฐวิสาหกิจ

- เบิกเงินช่วยเหลือการคลอดบุตรได้ครั้งละ 400 บาท ไม่รวมค่ารักษาพยาบาล ซึ่งจะเบิกได้ตามระเบียบพนักงานรัฐวิสาหกิจ
- ค่าช่วยเหลือบุตร 50 บาท ต่อคนต่อเดือน
- สิทธิลาคลอด ลาได้ 60 วัน โดยได้รับเงินเดือน
- ลากิจเพื่อเลี้ยงดูบุตร ไม่เกิน 30 วันทำการ (ไม่ได้รับเงินเดือน)

พนักงานบริษัทเอกชน กองทุนประกันสังคม

- สิทธิได้รับค่าคลอดบุตร เหมาจ่ายครั้งละ 6,000 บาท (เกินกว่านี้ต้องชำระเอง) และเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตร เหมาจ่ายในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างเฉลี่ยเป็นระยะเวลา 90 วัน ผู้ประกันตนมีสิทธิ์ได้รับค่าคลอดบุตร คนละ 2 ครั้ง
- เงินสงเคราะห์บุตร เหมาจ่ายเดือนละ 200 บาทต่อบุตรหนึ่งคน อายุไม่เกิน 6 ปีบริบูรณ์ จำนวนคราวละไม่เกิน 2 คน

สิทธิ์นี้ไม่ครอบคลุมถึง : การรักษาภาวะมีบุตรยากและการผสมเทียม

กฎหมายที่คุณต้องรู้
มีกฎหมายเกี่ยวกับการทำงานของผู้หญิง ที่รู้ไว้รับรองว่าเป็นประโยชน์ในขณะที่คุณตั้งครรภ์

- สิทธิลาคลอดไม่เกิน 90 วัน โดยให้นับรวมวันหยุดที่มีระหว่างวันลาด้วย และให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างแก่ลูกจ้าง
- ห้ามนายจ้างให้ลูกจ้างหญิงที่มีครรภ์ทำงานในระหว่างเวลา 22.00-06.00 น. ทำงานล่วงเวลา ทำงานในวันหยุด หรือทำงานเสี่ยงอันตราย อาทิ เกี่ยวกับเครื่องจักรหรือเครื่องยนต์ที่มีความสั่นสะเทือน งานยก แบก หาม ของหนักเกิน 15 กิโลกรัม
- ลูกจ้างหญิงมีครรภ์มีสิทธิ์ขอให้นายจ้างเปลี่ยนงานในหน้าที่เดิมชั่วคราวก่อนหรือหลังคลอดได้ โดยต้องมีใบรับรองแพทย์มาแสดง
- ห้ามนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างหญิงเพราะเหตุมีครรภ์


PB-Mag Team

Comments

comments