ธรรมชาติเยียวยาผู้คน สังเกตสิ่งแวดล้อม…ฉลาดด้านธรรมชาติ

ธรรมชาติเยียวยาผู้คน สังเกตสิ่งแวดล้อม…ฉลาดด้านธรรมชาติ

วิถีชีวิตของคนในยุคปัจจุบันส่งผลให้ใครหลายๆ คนต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางป่าคอนกรีต แม้ว่าจะเป็นนอกเมืองหรือตามต่างจังหวัดเองก็ตามเดี๋ยวนี้จะหาพื้นที่ที่เด็กๆ จะได้เรียนรู้จากธรรมชาตินั้นก็น้อยลงๆ ทุกทีแล้วเช่นกัน แต่อย่างไรก็ตามความต้องการสีเขียวจากธรรมชาติจากภายในของมนุษย์ ก็ไม่อาจต้านทานต่อกระแสความจริงแห่งโลกได้ ทำให้แม้ว่าจะมีพื้นที่ที่เล็กสักเพียงใด เข้าถึงได้ยากขนาดไหน คนที่มีหัวใจรักธรรมชาติอย่างแท้จริงก็จะพยายามหาหนทางนำธรรมชาติเข้ามาจัดวางและนำมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตตนเองให้ได้อยู่เสมอค่ะ

ดร. โฮเวริธ์ การ์ดเนอร์ เจ้าของทฤษฏีพหุปัญญา (The Theory of Multiple Intelligences) ได้ได้กล่าวถึงบุคคลที่มีความฉลาดด้านธรรมชาติ (Naturalist Intelligence) นี้ว่าเป็นผู้ที่มีความสามารถในการสังเกตสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ การจำแนกแยกแยะ จัดหมวดหมู่ สิ่งต่างๆ รอบตัว บุคคลที่มีความสามารถทางนี้ มักเป็นผู้รักธรรมชาติ เข้าใจธรรมชาติ ตระหนักในความสำคัญ ของสิ่งแวดล้อมรอบตัว และมักจะชอบและสนใจสัตว์ ชอบเลี้ยงสัตว์เลี้ยง เป็นต้น และมีลักษณะสำคัญอาทิ

1. เป็นคนชอบสัตว์ ชอบเลี้ยงสัตว์
2. สนใจสิ่งแวดล้อม ธรรมชาติรอบตัว
3. สนใจความเป็นไปในสังคมรอบตัว ชอบศึกษาเรื่องราวของมนุษย์ การดำรงชีวิตจิตวิทยา
4. คิดถึงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการพัฒนาอย่างยั่งยืนเพื่อสิ่งแวดล้อม
5. เข้าใจธรรมชาติของพืชและสัตว์ได้เป็นอย่างดี รู้จักชื่อต้นไม้ ดอกไม้หลายชนิด
6. ไวต่อความรู้สึก การเปลี่ยนแปลงของดิน ฟ้า อากาศ
7. สามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ดี
8. สนใจความรู้เรื่องดวงดาว จักรวาล
9. สนใจวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต เป็นต้น

สำหรับการสังเกตว่าเด็กคนไหนมีความสามารถด้านธรรมชาติมากน้อยเพียงใด เบื้องคุณพ่อคุณแม่จะมองเห็นถึงความโดดเด่นที่เด็กสามารถจดจำ และเข้าใจธรรมชาติรอบตัวได้ดีมาก โดยเฉพาะเรื่องการลงรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของสิ่งนั้นๆ จนบางครั้งเราจะรู้สึกได้เลยว่า “เยอะไปมั๊ยลูก” จนบางที่ออกแนวคลั่งไคล้ไปเลย เด็กแนวนี้จะชอบสำรวจธรรมชาติ และพยายามสังเกตจนเห็นรูปแบบ คุณลักษณะเฉพาะของสิ่งมีชีวิตต่างๆ จนสามารถนำมาจัดระบบเป็นสิ่งของที่สะสมไว้ สามารถเก็บรายละเอียดสิ่งต่างๆ ของสิ่งที่สนใจเฉพาะได้ดีมาก และมักจะมีความสามารถในการแยกแยะระหว่างสิ่งของหรือสิ่งมีชีวิตในหมวดเดียวกันได้ จากสังเกตเห็นความแตกต่างเล็กๆ น้อยๆ นั่นเอง

Trip how to
คุณพ่อคุณแม่ควรให้เวลากับเด็กๆ ได้ศึกษาสังเกต ความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ ตามความสนใจของเด็กๆ: อาทิเช่น บันทึกถึง ลม ฟ้า อากาศที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละวัน และนำมาเปรียบเทียบหาความแตกต่าง โดยจัดเวลาอิสระในระหว่างวัน เพื่อให้เด็กๆได้มีเวลาที่จะสังเกตและได้สังเคราะห์ความเป็นไปด้วยตนเอง แต่ต้องพึงระวังเรื่องการจัดเวลาที่พอดี จึงจะดีพอจนไม่ไปกระทบกิจวัตรประจำวันของลูกๆด้วยนะคะ เมื่อทำได้เด็กพิเศษเองก็จะมีวินัยที่ถูกฝังลงในไมโครชิพพิเศษแบบไม่รู้ตัวได้อีกทางด้วยเช่นกันค่ะ

เมื่อลูกต้องการความช่วยเหลือ เรามีหน้าที่สนับสนุนการให้ข้อมูลและเครื่องมือในการเก็บข้อมูลด้านต่างๆ เพื่อกระตุ้นให้เด็กจดจำข้อมูลเกี่ยวกับโลกรอบๆตัว โดยแบ่งออกเป็นกลุ่มๆตามลักษณะเฉพาะของสิ่งนั้นๆ: อาทิการสืบค้นข้อมูลจากโลกไซเบอร์ หนังสือ การไปเยี่ยมชมสถานที่จริง ฯลฯ จากนั้นให้เครื่องมือในการบันทึกที่เหมาะกับลูก เด็กพิเศษหลายคนที่ไม่ถนัดเรื่องการเขียนจะใช้การบันทึกด้วยการวาดภาพ บางคนอาจใช้เทคโนโลยีถ่ายภาพ หรือวีดีโอ แล้วนำข้อมูลกลับมาพูดคุยกันต่อกับคุณพ่อคุณแม่ นอกจากจะได้ใช้เวลาครอบครัวให้เกิดประโยชน์แล้ว การสนับสนุนความสนใจเฉพาะของเด็กพิเศษจะช่วยเปิดใจลูก ให้คุณพ่อคุณแม่ได้เข้าไปนั่งในหัวใจของเด็กๆ ได้แบบที่ไม่ต้องใช้เครื่องมือพิเศษใดใดเลยค่ะ

ควรส่งเสริมวิธีคิดให้ลูกๆได้เข้าใจว่าสรรพสิ่งมีความสัมพันธ์กัน สิ่งต่างๆที่เด็กๆเรียนรู้นั้นมีผลต่อตัวลูก คนหรือสิ่งที่อยู่รอบตัวลูก และโลกนี้อย่างไร: เนื่องจากเด็กพิเศษหลายคน มักได้รับการดูแลที่แตกต่าง และเป็นพิเศษมาตลอด เด็กๆ หลายคนจึงติดกับการยึดตนเองเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่งจนเกิดอาการที่เรียนว่า “เอาแต่ใจตนเอง” ตามมาค่ะ เมื่อเป็นโอกาสอันดีที่ลูกๆของเรามีความสนใจในเชิงลึกต่อสิ่งเหล่านั้น เราต้องรีบเชื่อมโยงตัวลูกเข้ากับโลกโดยทันที อาทิเช่น การผ่าลูกไม้มาดูเมล็ดเป็นการศึกษาเมล็ดพืช แต่ต้องทำให้สัตว์บางชนิดไม่มีที่อยู่เพราะมันอาศัยอยู่ในเมล็ดพืชนั้นๆ ถือเป็นเวลาทองที่จะช่วยให้ลูกเข้าใจความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน และดูว่าเหมือนเป็นนามธรรม ให้เป็นรูปธรรมขึ้นมานะคะ อย่าละทิ้งโอกาสดีดีที่อยู่ตรงหน้าค่ะ

หาโอกาสให้ลูกๆได้เรียนรู้กับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง หรือเข้าค่ายเพื่อเรียนรู้ร่วมกับผู้อื่นในเรื่องที่ลูกมีความสนใจ: ปัจจุบันมีค่ายวิทยาศาสตร์ ค่ายสิ่งแวดล้อม ค่ายดวงดาว ฯลฯ มากมายที่จัดขึ้นเพื่อสนับสนุนให้เด็กๆได้เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับกิจกรรมทางธรรมชาติ ดังนั้นขั้นตอนการฝึกลูกให้เรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นแบบไม่ยัดเยียด ก็คือการเปิดช่องทางให้ลูกได้ร่วมกิจกรรมที่ลูกสนใจ และเลือกด้วยตนเองค่ะ แต่ขั้นตอนการฝึกที่กว่าจะมาถึงขั้นนี้คุณพ่อคุณแม่ต้องให้ประสบการณ์การเข้าร่วมกิจกรรมของลูกที่มากพอ อาทิ การพาลูกไปเข้าร่วมกิจกรรมที่จัดเป็นระยะเวลาสั้นๆ 2 ชั่วโมง ขยับเป็นครึ่งวัน เต็มวัน ไปจนถึงการค้างคืนนอกสถานที่ค่ะ จากนั้นหากชั่วโมงบินเพียงพอแล้วจึงฝึกให้เด็กๆได้อยู่ร่วม และร่วมอยู่กับผู้อื่นต่อไป นอกจากลูกจะได้ความรู้แล้ว ยังได้ประสบการณ์ชีวิตและมิตรภาพกลับมาเป็นของแถมด้วยนะคะ เราต้องเชื่อในศักยภาพของลูกๆของเราก่อนค่ะลูกจึงจะมั่นใจในตนเอง

คุณพ่อคุณแม่ต้องเข้าใจว่า “เด็กแต่ละคนก็จะมีความฉลาดทางปัญญามากกว่า 1 ด้าน” การจัดกิจกรรมจึงควรส่งเสริมให้เด็กได้เชื่อมโยงเรื่องราวของธรรมชาติที่ตนเรียนรู้ให้เข้ากับประสบการณ์ชีวิตเรื่องอื่นๆ ที่เด็กๆ ได้เรียนรู้มาแล้วเพื่อให้เข้าใจได้ง่าย มีผลกับการต่อยอดความรู้ รวมทั้งเป็นเรื่องที่ไม่แยกส่วนกับชีวิตประจำวัน: การที่เด็กพิเศษหลายคน และส่วนใหญ่มีโอกาสที่จะสนใจเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นพิเศษจนหลายคนมีอาการที่เรียกว่า “หมกมุ่น” ตามมาก็เพราะ เด็กๆได้อยู่กับสิ่งที่ตนรัก ชอบ และมีความสุข แต่เด็กพิเศษส่วนหนึ่งที่มีปัญหาด้านการสื่อสาร และหากไม่ได้รับการฝึกให้นำความรู้มาเชื่อมโยงกับเรื่องในชีวิตประจำวัน หรือฝึกที่จะถ่ายทอดความรู้ที่ได้รับออกมานำเสนอในรูปแบบของตนเองแล้วละก็ ความสนใจในสิ่งใดสิ่งหนึ่งจะกลายเป็นดาบ 2 คม ที่ย้อนกลับมาสร้างปัญหาให้กับลูกที่ชอบแยกตัว ได้มีโอกาสแยกตัวออกไปทำบางสิ่งบางอย่างจนบางครั้งเราเรียนเด็กๆคืนกลับมาไม่ได้ค่ะ จึงกลับมาที่ความพอดีจึงจะดีพอในการผสมผสานความรู้ และการต่อยอดปัญญาในด้านอื่นๆค่ะ

ครูป๋วยเองเป็นคนหนึ่งที่เคยกังวลเมื่อต้องเข้าไปใช้ชีวิตร่วมกับธรรมชาติในป่าเพราะความไม่รู้ กลัวอันตราย กลัวสัตว์ร้าย ฯลฯ แต่เมื่อได้รับโอกาสเรียนรู้จากป่าธรรมชาติ จึงได้ทราบว่าเราต่างพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันเป็นวงจรธรรมชาติที่เป็น “ธรรม” ไม่มีใครเป็นผู้ให้หรือรับอยู่เพียงผู้เดียว อาการกลัวป่าก็กลายเป็นอาการเกรงใจป่าไปทันที เพราะการเข้าไปศึกษาธรรมชาติของเรานั้น ต้นไม่และสัตว์ป่าเค้าก็กลัวเราไม่ต่างจากที่เรากลัวเขาเช่นกัน และจากการที่เห็นถึงความเชื่อมโยงของคนและธรรมชาตินี้แล้วจึงทำให้เห็นถึงแนวคิดเรื่องการใช้ธรรมชาติมาเยียวยาผู้คนและสังคม รวมทั้งในเด็กพิเศษหลายต่อหลายคน ที่ได้รับพลังจากธรรมชาติอาทิ การใช้คลื่นเสียงของโลมาบำบัดและ การใช้อาชาบำบัด เป็นต้น

ในปี 1998 ได้มีภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับบุคคลที่มีความสามารถพิเศษซึ่งเรียกกันว่า The Horse Whisperer (ผู้กระซิบม้า) เรื่อง ”Buck” ที่ กล่าวถึงประวัติชีวิตของ Mr.Buck Brannaman ตั้งแต่วัยเด็กที่ถูกทารุณกรรมโดยพ่อของเขาจนโตขึ้นเป็น Cowboy ที่มีความสามารถรักษาอาการบาดเจ็บทางจิตใจของม้าและเจ้าของที่บาดเจ็บจากอุบัติเหตุ ผู้ซึ่งเดินทางไปทั่วประเทศAmerica ปีละ 9 เดือนเพื่อช่วยเหลือม้าและเจ้าของที่มีปัญหาทางจิตใจ โดยเขาจะสนับสนุนให้เจ้าของม้าสื่อสารกับม้า แบบที่ไม่มีการลงโทษและด้วยวิธีทางธรรมชาติต่างๆ Mr.Buck จึงพิสูจน์ให้เห็นว่า การนำความฉลาดทางธรรมชาติที่พิเศษของตนเองมาช่วยเยียวยาม้า เขาจึงได้พลังที่พิเศษกว่าจากม้า มาเยียวยาตนเองและบำบัดผู้คนอีกเป็นจำนวนมากมายได้อย่างน่าอัศจรรย์ด้วยมุมมองที่หลายคนคาดไม่ถึง ธรรมชาติจึงเป็นมากกว่าสิ่งที่จะอยู่ร่วมกับมนุษย์ หากแต่เป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนจำเป็นต้องมีค่ะ


PB-Mag Team

Comments

comments