ความฉลาดด้านร่างกาย

ความฉลาดด้านร่างกาย

สนามเด็กเล่น พื้นที่แห่งความสุขเล็กๆของเด็กๆ...ที่ผู้ใหญ่เข้าใจว่าเป็นพื้นที่ของการเล่นสนุก แต่แท้ที่จริงแล้วเด็กๆกำลังเรียนรู้จากห้องเรียนห้องใหญ่ที่สำคัญมากยิ่งกว่าการใช้เวลาไปกับการคัดลายมือจนเมื่อยล้า หรือแม้กระทั่งการยัดเยียดความเข้าใจจากความรู้ด้วยการเป็นผู้ฟังอย่างตั้งใจ

มีผู้ปกครองท่านหนึ่งถามคำถามเกี่ยวกับปัญหาด้านการเขียนของลูกในวัย 2 ขวบ 6 เดือน เพราะได้ได้รับคำแนะนำจากครูให้ลูกได้รับการเรียนพิเศษเพิ่มเติมเพื่อพัฒนาการเขียน คำถามในวันนั้นส่งผลให้ครูป๋วยรู้สึก "ตกใจ!" ต่อแนวคิดของผู้ปกครองและครูในยุคนี้ที่แม้จะมีองค์ความรู้ไปจนกระทั่งตัวเลขยืนยันจากผลการวิจัยเกี่ยวกับเร่งเรียนออกมามากมายเพียงใดก็ตาม แต่คุณพ่อคุณแม่รวมทั้งคุณครูส่วนใหญ่ ก็ยังขาดความมั่นใจในการเลี้ยงดูเด็กๆ จนกำลังตกเป็นเหยื่อของ แนวคิดที่ผิดๆเรื่องความฉลาดของเด็กๆ ส่งผลให้ผู้ปกครองของเด็กพิเศษหลายต่อหลายคนเริ่มมีความสับสน จนหันไปมุ่งพัฒนาลูกโดยเฉพาะด้านการอ่าน การเขียน เพื่อเตรียมให้ลูกได้เรียนร่วมในห้องเรียนปกติ เพราะรู้สึกว่าสิ่งนี้จำเป็นต่อพัฒนาการของลูก เพื่อจะได้อยู่ร่วมและร่วมอยู่กับเด็กปกติให้เร็วที่สุด จนหลายต่อหลายครั้งเด็กพิเศษหลายคนขาดโอกาสในการพัฒนาศักยภาพทางด้านร่างกาย รวมทั้งได้รับการบังคับให้มีความรู้ความเข้าใจ ผ่านช่องทางการเรียนรู้ที่ตนเองไม่ถนัดและไม่มีความสนใจไปซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายยิ่ง

ความฉลาดทางด้านร่างกาย (Physical Quotient) คือการใช้ร่างกายอย่างมีคุณภาพ มีความอดทน แข็งแรง คล่องตัว และใช้ส่วนต่างๆของร่างกายทั้งกล้ามเนื้อมัดใหญ่ได้แก่ กล้ามเนื้อของแขน ขา ลำตัว เป็นต้น และการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก ได้แก่ กล้ามเนื้อของนิ้วและมือ ได้อย่างสอดประสานกัน ดังนั้นเด็กๆที่มีความฉลาดทางร่างกายสูงจึงสามรถประกอบอาชีพที่ใช้ส่วนต่างๆของร่างกายได้ดีอาทิ นักแสดง นักกีฬา นาฏกร นักฟ้อนรำ ฯลฯ ไปจนถึงคนที่มีทักษะการใช้มือที่ดีเช่น นักประดิษฐ์ นักปั้น ช่างซ่อมรถยนต์ ศัลยแพทย์ เป็นต้น การช่วยให้ลูกมีความฉลาดทางด้านร่างกายจึงเป็นการเตรียมรากฐานที่ดีสำหรับการพัฒนาเรื่องอื่นๆเมื่อลูกพร้อมในอนาคตค่ะ มาลองดูกันนะคะว่าเราจะช่วยลูกพัฒนาความฉลาดทางด้านร่างกายได้อย่างไร

tip how to spacial child

1. พัฒนาความฉลาดด้านร่างกายไปพร้อมๆ กับการพัฒนาความฉลาดจากการเล่น : เด็กพิเศษทุกคนต่างก็ต้องการพื้นที่ กิจกรรม รวมทั้งการผสมผสานสิ่งที่เราต้องการพัฒนาลูกผ่านการเล่นที่มีเป้าหมาย ที่ทำให้เด็กๆได้เรียนรู้อย่างสนุก เพราะหัวใจสำคัญของการพัฒนาการเด็ก เกิดจากการเรียนรู้ที่อยู่บนฐานของความสุขค่ะ บางครั้งเกมง่ายๆอย่าง จับปูดำ ปูไต่ แมงมุมลาย เล่นเครื่องเล่นสนาม ทำงานศิลปะ ฯลฯ ก็สามารถนำมาพัฒนาลูกได้ โดยเฉพาะถ้าเป็นกิจกรรมที่ได้ทำร่วมกับคุณพ่อคุณแม่ด้วยแล้วละก็ เด็กๆก็จะได้ความรัก ความอบอุ่น ไปพร้อมๆกับการพัฒนาร่างกาย เราต้องพึงระลึกอยู่เสมอว่า คุณพ่อคุณแม่เป็นอุปกรณ์การเล่นที่สำคัญที่สุดในชีวิตของลูกนะคะ

2. ออกแบบให้เด็กๆได้พัฒนาส่วนต่างๆของร่างกายผ่านวิถีชีวิต และกิจวัตรประจำวัน : กลับมาที่เรื่องของชีวิตประจำวันของเด็กๆอีกครั้งนะคะ เนื่องจากเด็กพิเศษจำเป็นที่จะต้องฝึกซ้ำๆ ฝึกบ่อยๆ สำหรับเด็กบางคนในเรื่องที่เป็นเรื่องเดียวซ้ำๆ อาทิ การบีบยาสีฟัน การพับผ้า ฯลฯ เราอาจมองว่าเป็นเรื่องง่ายสำหรับเรา แต่เด็กๆกลับต้องใช้เวลาหลายปีในการฝึก เพราะมีปัญหาที่ระบบการสั่งการของร่างกาย แต่เมื่อเด็กๆได้รับการปลูกฝังแล้วว่าสิ่งนี้ต้องทำเป็น "กิจวัตร" เป็น "หน้าที่" เด็กๆจะลดความเบื่อหน่าย และรับผิดชอบต่อการฝึกของตนเองมากขึ้นค่ะ รวมทั้งถ้าการฝึกเต็มไปด้วยแรงเสริมทางบวกเล็กๆน้อยจากคุณพ่อคุณแม่แล้วละก็ เรื่องให้ยากแค่ไหนลูกเราก็มีพลังค่ะ

3. คนฉลาดย่อมต้องรู้จักดูแลดูแลร่างกายตัวเองให้ดีด้วยการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ : เด็กๆจะเติบโตขึ้นมาด้วยสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรงได้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน ถูกต้องตามหลักโภชนาการ และที่สำคัญพึงหลีกเลี่ยงอาหาร เครื่องดื่ม และขนม ที่จะก่อให้เกิดโทษต่อร่างกาย ทั้งน้ำหนักเกิน ฟันผุ ฯลฯ เนื่องจากเด็กพิเศษหลายคนมีความจำเป็นที่จะต้องได้รับยา เพื่อช่วยควบคุมภาวะบางอย่างซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อน้ำหนักที่มากขึ้นเพราะยาทำให้อยากอาหารมากขึ้น หรือลดลงเพราะเกิดภาวะเบื่ออาหารขึ้นมา อีกทั้งการเข้ารับการรักษาอาการที่ตามมาอาทิ การทำฟัน หากเด็กๆมีอาการที่ไม่สามารถควบคุมความกังวลของตนเองได้และมีอาการรุนแรง คุณหมออาจต้องตัดสินใจให้เด็กๆรับประทานหรือฉีดยาสลบ เพื่อทำการรักษาฟันไม่ให้มีอาการอักเสบ การกินอยู่ที่พอดีก็จะช่วยให้เด็กๆมีสุขภาวะที่ดี และลดการรักษาด้วยวิธีการที่ค่อนข้างเสี่ยงต่อเด็กๆได้ค่ะ

4. ออกกำลังกายพร้อมๆกับการออกกำลังสมองด้วยการทำ Brain Gym ที่เป็นการบริหารร่างกายและกล้ามเนื้อในส่วนที่ควบคุมสมองทั้ง 2 ซีก ด้วยการเคลื่อนไหวสลับข้าง การยืดส่วนต่างๆของร่างกาย การเคลื่อนไหวเพื่อการกระตุ้น ผ่านท่าทางแบบง่ายๆ เพื่อให้สมองของเด็กๆเกิดความสมดุล ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ มีการผ่อนคลายความตึงเครียด มีสภาพจิตใจพร้อมที่จะเรียนรู้ จนเกิดเป็นความทรงจำทั้งแบบระยะสั้นและระยะยาว สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นพื้นฐานด้านการส่งเสริมพัฒนาการของลูกต่อไปค่ะ

5. กิจกรรมกลางแจ้ง และกีฬา : เด็กพิเศษหลายคนมีทักษะทางกายที่ "วิเศษ" อย่างไม่น่าเชื่อค่ะ เด็กบางคนสามารถวิ่งได้มากกว่าที่เราจะทำได้ ซึ่งเราอาจจะพัฒนาเขาไปเป็นนักวิ่งระยะสั้น - ระยะยาวได้ เด็กบางคนมีความยืดหยุ่นของร่างกายสูงก็สามารถพัฒนาไปสู่การเป็นนักยิมนาสติกหรือนักเต้นได้ เด็กบางคนไวต่อสิ่งต่างๆรอบตัวมากสามารถพัฒนาความแข็งแรงและวินัยจนกลายเป็นนักกีฬาแบบต่างๆได้ ฯลฯ ดังนั้นการเล่นกีฬาที่เหมาะกับความสนใจของลูก จึงเป็นการพัฒนาความฉลาดทางร่างกาย ไปพร้อมๆกับการพัฒนาทางด้านวินัยนะคะ นอกจากนี้การเล่นกีฬายังเป็นการฝึกให้ลูกได้เรียนรู้ทักษะชีวิต รู้จักแพ้ รู้จักชนะ รู้จักให้อภัย ยืดหยุ่นกับสิ่งต่างๆได้ เพราะเกมกีฬาเป็นสนามทดลองจำลองการใช้ชีวิตของผู้คนได้อย่างดีเยี่ยมค่ะ ทั้งเป็นผู้เล่นกีฬาเอง เป็นผู้ชมกีฬาที่มีมารยาท เป็นผู้สนับสนุนทีมที่อยู่เบื้องหลังเพื่อนๆ ฯลฯ เด็กๆจะได้รับรสชาติจริงของชีวิต เพื่อฝึกฝนทักษะที่จะอยู่ร่วม และร่วมอยู่กับผู้อื่นได้อย่างเป็นสุขค่ะ แต่ข้อควรระวังคือคุณพ่อคุณแม่ต้องไม่เผลอพยายามผลักดันลูกไปในแบบที่ลูกไม่ได้อยากเป็นด้วยนะคะ เพราะถ้าการเล่นกีฬาถูกพัฒนาไปเป็นการฝึกซ้อมแล้ว ขั้นตอนของความรักในกีฬาที่เล่น จะกลายเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้ลูกพัฒนาไปอย่างเต็มศักยภาพค่ะ ก็เรื่องราวของการกีฬามีมากกว่าการเป็นนักกีฬาผู้แข่งขันในสนามนะคะ

จากการที่ครูป๋วยได้รับโอกาสจากคุณพ่อคุณแม่พัฒนาตนเอง จากการเรียนรู้ศิลปะป้องกันตัว ไอคิโด ศิลปะแห่งความรักที่มีรากเหง้าเดียวกับกีฬายูโด จนเปลี่ยนพลังงานที่อยู่ในตัวให้ออกมาเป็นความเข้าใจในเรื่องของวิชาฟิสิกส์ยากๆได้ฉันใด ครูป๋วยก็เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าการพัฒนาความฉลาดทางร่างกายนั้นไม่ได้มีความสำคัญน้อยไปกว่าความฉลาดในด้านอื่นๆเลย และครูป๋วยยิ่งเชื่อเข้าไปอีกเมื่อได้มีโอกาสรู้จัก คุณ แบบ ฮยอง จิน นักวิ่งมาราธอนและนักไตรกีฬาชาวเกาหลีผู้มีภาวะออทิสติกผ่านทางจอภาพยนตร์ คุณแบบ ฮยอง จิน ไม่สามารถผ่านคืนวันที่หนักหน่วงได้ด้วยตนเองลำพัง หากแต่เบื้องหลังของคุณแบบ ฮยอง จินคือ คุณแม่ผู้มีศรัทธาต่อลูกชายและไม่หวั่นไหวกับสิ่งใด เพราะมีจุดหมายเดียวเท่านั้นค่ะ หากแต่ไม่ใช่การเป็นนักกีฬาระดับโลก แต่เป็นการให้โอกาสลูกได้ใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างปกติสุขเหมือนคนทั่วไปเท่านั้นค่ะ


PB-Mag Team

Comments

comments