ติด…หวาน

by ครูป๋วย

อาการ "ติดหวาน" นับว่าเป็นภัยเงียบ..ที่ส่งผลดัง กับสุขภาพของคนในยุคปัจจุบันมาก ถึงมากที่สุด เมื่อครั้งที่ป๋วยเองได้มีโอกาสร่วมเป็นอาสาสมัครในการทำวงสนทนาเรื่องสุขภาพกับผู้สูงอายุ ที่มีภาวะเบาหวาน และความดัน ป๋วยค้นพบความจริงข้อหนึ่งที่ว่า อาการติดหวานที่ผู้สูงอายุหลายท่านเป็นไปนั้น เป็นไปแบบ "ไม่รู้ตัว รู้ตน" หลายท่านจะบอกเลยว่า "ก็ทานแบบนี้มาตั้งแต่รุ่น ปู่ ย่า ตา ทวด แล้ว ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลยนะครู พอมาตรวจเจอเนี่ย หมอสั่งให้ลดนั่น ลดนี่ ลดโน่น โอ๊ยไม่อยากมาหาหมอเลยครู (กระซิบ : มาแล้วเครียดกว่าเดิม)มันทำไม่ได้ งดจนไม่รู้จะกินอะไรกันแล้ว"

การรับวัฒนธรรมหลายอย่างจากบรรพบุรุษ ของแต่ละครอบครัวมีผลต่อพฤติกรรม แนวคิด แ้วยังเรื่องของ "รสชาต" อาหารอีกด้วยนะคะ พอมาลองนึกๆดู เอ่อ..ก็จริงของคุณตาคุณยายเหล่านั้นท่านนะคะ ดูอย่างตอนที่ป๋วยไปโรงเรียน กว่าเราจะรู้สึกอร่อยกับอาหารที่โรงเรียน ป๋วยเองงอแงมากค่ะ แล้วก็มาเจออาม่า(คุณย่า) ตามใจอีกด้วย เดือดร้อนหม่าม๊า(คุณแม่) ต้องหิวปิ่นโตอาหารร้อนๆ มาให้ที่โรงเรียนรับประทานทึกกลางวันจนจนประถมศึกษาปีที่ 6 ค่ะ (เป็นข้อที่ไม่ควรทำตามนะคะ มารู้สึกตอนนี้ว่าเอา..แต่ใจกันสุดๆจริงๆ =_=!) ที่บ้านป๋วยจะมีประวัติความดันกันหลายคน ตั้งต้นที่แม่ครัวก่อนเลยค่ะ(คุณนายแม่) นำหน้าทานยาลดความดันเป็นคนแรกกันเลยทีเดียว เพราะรับประทานเค็มมาก..ถึงมากทึ่สุดค่ะ จากนั้นก็เป็นป๊า และคงวนมาที่ลูกๆในที่สุดค่ะ เพราะทั้ง อากง(ปู่) และอาม่า(ย่า) ท่านก็มีประวัติด้านความดันกันทั้งสิ้น ป๋วยเองก็ได้มีโอกาสดูแลอากงตอนที่เส้นโลหิตในสมองแตก และมีภาวะอัมพาตก่อนจะเสียชีวิตในอีก 6 เดือนต่อมาค่ะ (สัญญาณเตือนดังมากนะคะ แต่ก็ทำเป็นได้ยินบ้าง ไม่ได้ยินบ้าง เห่อ...เห่อ)

สำหรับป๋วยอาการ "ติดหวาน" ป๋วยรู้สึกได้ถึงภาวะของคนทั่วไป แม้กระทั่งตัวเองที่ "รู้ทั้งรู้..แต่หักห้ามใจไม่ได้" และพฤติกรรมหนึ่งขึ้นมาทันที คือการใช้ สารพัดเหตุผล ที่ดูดี และมีความน่าเชื่อถือ มารองรับสนับสนุน ความต้องการ "ของหวาน" ในรูปแบบของตนเอง

อาการติดหวานสำหรับป๋วย จึงมากไปกว่าการรับประทานอาหารที่มีรสชาตอร่อยในแบบที่ทำร้ายผู้รับประทาน แต่อาการติดหวานนนี้จะส่งผลไปถึง พฤติกรรม..รูปแบบการใช้ชีวิต..หรือบางครั้ง ก็เป็น..ทัศนคติส่วนตัวของป๋วยที่ไม่ เข้มแข็ง..ชัดเจน..และ มั่นคงมากพอ ที่จะเปลี่ยนจากจุดที่ตัวเองเป็น เพียงเพราะป๋วยใช้ความเคยชินเดิมๆมาสนองความอยากของหวานในแบบของตัวเอง

หลายครั้งที่อาการติดหวานของป๋วยก็มาจากความรู้สึก ชอบความสะดวก..สบายในแบบเดิมๆ ชอบความสวยๆ..งามๆในแบบเดิม หรือแม้กระทั่งชอบที่ตอบสนองเฉพาะความต้องการของ "ตัวเอง" ข้ออ้างจำนวนมาก(ป๋วยเรียกว่าอย่างนั้น) ถูกขับออกมาผ่านคำพูด ท่าทาง สายตา รวมไปถึงพลังงานด้านใน

เด็กยุคใหม่..หัวใจติดหวานกันเยอะเพราะอะไร? คงต้องเป็นคำถามที่ย้อนกลับไปที่ต้นทางคือ รูปแบบการใช้ชีวิตที่ได้รับการเลี้ยงดูจากครอบครัวอีกครั้งนะคะว่า พ่อแม่ผู้ปกครองในแต่ละครอบครัวได้จัดอาหารประเภทใด..รสชาดแบบไหนให้กับลูกๆได้รับประทาน เด็กๆที่ชื่นชอบความหวานอันมาจากรสนิยมส่วนตัว ก็จะได้รับคำแนะนำที่เหมาะสมจากผู้ปกครอง และหากบ้านไหน..ครอบครัวใดที่จัดอาหารหวานให้รับประทาน แต่ลูกไม่ชอบก็นับเป็นโชคดีของเด็กๆคนนั้นไปนะคะ แต่หากว่าบ้านใดนิยมหวาน..แล้วลูกๆก็นิยมชมชอบด้วยเป็นการส่วนตัวแล้วละก็ ทำนายสุขภาพกันไว้ล่วงหน้าได้เลยค่ะ

อยากสุขภาพกายดี..ก็ควรเสพอาหารรสชาตหวานแต่พอดี อยากสุขภาพใจดี..ก็ควรเสพชีวิตด้วยความหวานแต่พอประมาณเช่นกันนะคะ ป๋วยรู้สึกเช่นนั้น ได้เวลามาลดหวาน..สร้างสุขภาพกาย+ใจ ให้กับตัวเองและครอบครัวกันละคะ ☆*:.。. o(≧▽≦)o .。.:*☆ รู้สึกเริ่มฮึกเหิมมมมมมค่ะ


PB-Mag Team

Comments

comments