การฝึกวินัย…ไม่ใช่การบังคับ

การฝึกวินัย...ไม่ใช่การบังคับ

สำหรับพ่อแม่อย่างเราเรา

การฝึกวินัยให้กับลูกเป็นอีกเรื่องที่เป็นปัญหาที่พ่อแม่หลายคนคงได้ประสบพบเจอกันมาบ้าง และสิ่งที่อยากจะบอกและย้ำกับคุณพ่อคุณแม่ทุกท่านก็คือ การฝึกวินัยไม่ใช่การบังคับ หากแต่ต้องเป็นการสร้างทัศนคติเชิงบวกเพื่อให้วินัยที่เกิดขึ้นเป็นมากกว่าวินัย หากแต่เป็นการสร้างสำนึกที่ทำให้วินัยนั้นอยู่ในตัวของลูกอย่างยั่งยืน วันนี้ป้ากุ้งมีรื่องเล่าของการสร้างวินัยเชิงบวกให้กับเด็กๆมาแบ่งปันให้กับคุณพ่อคุณแม่ฟังค่ะ

มีเด็กๆกลุ่มเล็ก สนใจเดินเข้าไปศึกษาธรรมชาติในป่าที่เป็นทางเดินจงกรมของเสถียรธรรมสถาน ซึ่งโดยกติกาของการเดินป่าที่นี่ คือ

  1. เดินอย่างสงบ ไม่ส่งเสียงดังรบกวนธรรมชาติ
  2. ไม่หยิบใบไม้ ต้นไม้ หรือสิ่งของอื่นๆ ออกจากป่า

เราจะสื่อสารอย่างไรเพื่อให้เด็กเข้าใจ และเกิดวินัยในเรื่องนี้ สิ่งที่ป้ากุ้งทำก็คือ การให้โจทย์ท้าทาย โดยให้เด็กใช้ทุกอวัยวะได้ในการเดินป่าครั้งนี้ ยกเว้นใช้ปากในการสื่อสาร นี่คือการท้าทายแรกที่เกิดขึ้น เพื่อให้เด็กมีโอกาสได้ใช้ 6 ประตูที่เป็นช่องทางการเรียนรู้ของมนุษย์ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ เพื่อเป็นการเก็บข้อมูลตามความเป็นจริงโดยปราศจาก อคติไว้ในสมอง เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ที่ทำให้เห็นโลกอย่างที่โลกเป็น ด้วยวิธีการเฝ้าสังเกตุ อย่างไม่ตัดสิน รอได้ คอยได้ และ วินัยที่จะเรียนรู้โลกอย่างนี้ จนนำไปสู่กาตัดสินใจที่ถูกต้องได้.จะเกิดขึ้นกับเด็กเองโดยที่ไม่ ต้องบังคับ
ตามมาด้วยการให้โจทย์ที่2 คือ ให้เด็กๆเดินเล่น โดยลองสังเกตว่า ได้เห็นอะไร ได้กลิ่นอะไร ได้สัมผัสอะไร รู้สึกอย่าง แล้วให้ลองสังเกตโดยเริ่มจากการมองหาสิ่งที่เล็กที่สุด ภาพแรกที่เห็น จึงเป็นภาพที่เด็กๆ พยายามก้มมองไปตามพื้นก่อน แล้วเขาก็เจอ สิ่งมีชีวิตตัวเล็ก คือหนอนผีเสื้อกลางคืน และแล้ว เรื่องราวของผีเสื้อ ที่ตอนเป็นหนอนมันจะคิดถึงแต่เรื่องของตัวเอง คือการกินทุกอย่าง โดยไม่สนใจอะไร ก็ได้ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างได้จังหวะเหมาะ เด็กๆเริ่มสนใจว่ามันจะกินมากมายไปทำไม
แต่คำตอบที่เด็กๆได้รับก็คือ

'นั่นสิ ทำไม' เด็กๆคนอื่นๆจึงช่วยกันตอบ จนสรุปได้ว่าเพราะมันต้องการเติบโต
'แล้วมันจะโตเป็นอะไร' เจ้าตัวที่เล็กที่สุดถาม
คำตอบที่ได้รับก็คือ 'มันก็กินจนอิ่มแล้วมันก็พัก มันต้องการความสงบและเวลา มันจึงชักใยหุ้มตัวเองจนกลายเป็นดักแด้ '
แล้ว' เสียงเจ้าตัวโตก็ตอบกลับมาว่า อ๋อแล้วมันก็กลายเป็นผีเสื้อ'
'ใช่มันกลายเป็นผีเสื้อที่ทำแต่ประโยชน์โดยไม่คิดถึงแต่ความต้องการของตัวเองเท่านั้น แต่มันช่วยให้ต้นไม้ได้สืบต่อพืช
พรรณของมันอีกด้วย เพราฉะนั้นถ้าเราส่งเสียงดัง หนอนมันก็จะตกใจค่ะ '

จากนั้นเส้นทางการเดินที่มีเสียงจ้อแจ้กเล็กน้อยในตอนแรก ก็แทบจะเงียบกริบเพราะเกรงใจหนอน และเมื่อเด็กเดินมาถึงบริเวณต้นไทร เขาก็มองเห็นนางพญาต่อไทรซึ่งตัวใหญ่กว่าแมลงหวี่นิดเดียว และยิ่งได้ฟังเรื่องราวของต่อไทรที่ตัวผู้ตาบอดที่อาศัยอยู่ในลูกไทร จะยอมสละชีวิตตัวเองโดยการพุ่งชนลูกไทรเพื่อให้ผนังลูกไทรขาด นางพญาต่อจะได้บินออกมาได้อย่างปลอดภัย เพื่อออกไปสืบเผ่าพันธุ์ได้ เด็กๆ ก็ยิ่งจินตนาการว่า ลูกไทรเล็กขนาดนี้ เวลาจะพุ่งชน ต่อไทรต้องเข้าแถวกันแน่ๆ คำถามนั้นไม่ใช่เป็นคำถามที่ต้องการคำตอบ หากแต่แสดงถึงจินตนาการที่สะท้อนภาพความคิดเชิงวินัยอย่างชัดเจน โดยที่เราไม่ต้องสอนแต่กระตุ้นโดยให้ภาพเชิงความคิด แทนคำสั่งหรือการบังคับ และเมื่อเดินมาถึงประตูทางออก เด็กผู้ชายตัวน้อย 2 คน ก็ค้นพบสิ่งมหัศจรรย์สำหรับเขา นั่นก็คือหอยที่มีขนาดเท่าหัวไม้ขีด หนุ่มน้อยทั้งสองเตรียมจะแอบเอาก้อนหินออกไปข้างนอก.

ถ้าเราเห็นแล้วเราพูดว่า 'กติกามีว่ายังไงคะเด็กๆ ห้ามหยิบของออกจากป่าใช่ไหมคะ' เราก็คงไม่เห็นภาพต่อไปนี้
ป้ากุ้งบอกกับชายหนุ่มทั้งสองว่า เขาช่างสังเกตมาก เพราะการพบหอยตัวเล็กอย่างนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย และเพื่อนๆ ก็ไม่มีโอกาสได้เห็นด้วย หนูช่วยยืนถือแล้วให้เพื่อนๆดูได้ไหมคะ หลังจากที่เพื่อนๆ เข้าแถวดู เพื่อนๆ ต่างก็แสดงความตื่นเต้น ดีใจ ที่ได้เห็นหอยตัวเล็ก พร้อมกับแสดงความชื่นชมหนุ่มน้อยทั้งสอง และเมื่อเพื่อนคนสุดท้ายดูเสร็จ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ พ่อหนุ่มตัวน้อย เดินเอาก้อนหินที่มีหอยเกาะอยู่ไปวางไว้ที่เดิมโดยที่เราไม่ต้องบอกเลย สำนึกแห่งวินัยของเขาเกิดจากการที่เขาได้เห็นจริงว่า

'ถ้าหอยยังอยู่ที่เดิมจะเป็นประโยชน์ต่อคนอื่นได้มากกว่าที่เขาจะเก็บมาไว้ดูคนเดียว' นี่คือเสียงสะท้อนของเด็กเมื่อถูกถามว่าทำไมไม่หยิบหอยออกมา ถ้าเราด่วนสรุปการกระทำของเด็กเราก็คงไม่มีโอกาสได้เห็นภาพอย่างนี้ใช่ไหมคะ และบทเรียนสุดท้ายที่ทำให้เห็นว่าเด็กๆเข้าใจเรื่องวินัยเชิงบวกได้ถ้าผู้ใหญ่ให้ภาพความคิดที่ชัดเจน ไม่ใช่แค่คำสั่งก็คือ

เด็กผู้หญิงตัวน้อยคนสุดท้ายที่เห็นดอกสาละแล้วอยากเก็บกลับออกไปตามประสาเด็กผู้หญิง แต่เมื่อได้เห็นผึ้งตัวน้อยๆ ที่กำลังตอมดอกสาละแล้วรู้ว่า น้ำหวานจากดอกไม้เป็นอาหารของผึ้ง สาวน้อยรีบเอาดอกไม้ไปวางไว้ที่เดิมแล้วบอกว่า

'หนูไม่หยิบไปแล้วค่ะ เดี๋ยวผึ้งไม่มีน้ำหวานกิน' เสียงเล็กๆ เหล่านี้คงทำให้คุณพ่อคุณแม่เห็นแล้วนะคะว่า การสร้างวินัยเชิงบวก เป็นกระบวนการสร้างที่ทำให้เกิดสำนึกรับผิดชอบภายในใจ โดยการให้เห็นภาพของสิ่งที่เชื่อมโยงกันและเห็นผลกระทบจากการกระทำของเรา ไม่ใช่การออกคำสั่ง แต่สิ่งสำคัญที่ลืมไม่ได้ก็คือ การสร้างวินัย ต้องเกิดจากผู้ใหญ่ต้องทำตัวให้เป็นตัวอย่าง มีกระบวนการทำซ้ำสม่ำเสมอจนเป็นวิถีชีวิตของบ้าน และสิ่งที่ทำนั้นต้องมีความหมายที่เชื่อมโยงกับตัวเขาได้ นี่ละค่ะจึงจะเป็นการฝึกวินัยแบบ BBL


PB-Mag Team

Comments

comments