เมื่อพ่อแม่เข้าใจ…ลูกพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์

เมื่อพ่อแม่เข้าใจ...ลูกพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์

อยากบอกว่า ' มีความสุข '

ที่จะแบ่งปันประสบการณ์จากการทำงานเกี่ยวกับการดูแลเด็กพิเศษที่บ้านสัมพันธ์รัก (โครงการทดลองของชมรมผู้ปกครองเด็กออทิสติกแห่งประเทศไทย)และการเป็นผู้ช่วยผู้จัดการบ้านแมทสันโฮมให้กันและกันค่ะ ซึ่งสถานที่ทั้ง 2 แห่งนี้ช่วยให้แม่ป๋วยได้เรียนรู้และเข้าใจเด็กที่มีภาวะออทิสติกและเด็กที่มีภาวะทางด้านการทำงานของสมองในแบบต่างๆได้อย่างลึกซึ้ง และจากประสบการณ์จึงพบว่าองค์ประกอบที่สำคัญในการพัฒนาลูกให้อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขคือ พ่อแม่และผู้ปกครองที่ใช้ความรักเป็นต้นทุนในการลี้ยงดูลูกควบคู่ไปกับความรู้ด้านการพัฒนาศักยภาพภายในของเด็กแต่ละคน และเครื่องมือที่จะทำให้เด็กพิเศษสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ สำหรับการใช้ชีวิตในอนาคตนั่นก็คือ การพัฒนา EQ หรือที่เราเรียกกันว่า ' ความฉลาดทางอารมณ์ ' ซึ่งเครื่องมือสำคัญ 5 ข้อต่อไปนี้จะทำให้พ่อแม่เข้าใจและมีความสุขในการเลี้ยงลูกค่ะ

1. self-awareness เป็นความสามารถในการรับรู้ถึงอารมณ์และความรู้สึกของตนเองรู้ถึงความคิดที่ทำให้เกิดอารมณ์ต่าง ๆ (ทางพุทธอาจจะเรียกว่า“มีสติ”)สามารถนำมาใช้ประกอบในการตัดสินใจมีการประเมินความสามารถของ ตนเองอย่างเป็นจริงและพัฒนาอารมณ์ของตนเอง
2. self-regulation หรือ emotional maturity เป็นความสามารถในการควบคุม การจัดการอารมณ์ของตนเอง และแสดงออกมาได้อย่างเหมาะสม โดยมีวิธีในการลดความตึงเครียดทางอารมณ์ได้อย่างดี

3. self-motivation เป็นผู้ที่สามารถผลักดันตนเองโดยใช้พลังทางอารมณ์ที่มีอยู่ไปสู่จุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้ยอมรับความคิดใหม่ๆของผู้อื่น สามารถตัดสินใจอย่างมีเหตุผลเหมาะสมมีความรับผิดชอบและพลังในตนเองที่จะทำงานให้สำเร็จ ตามความต้องการ
4. empathic understanding เป็นความสามารถในการเข้าถึงความรู้สึกเห็นใจ และเคารพในความรู้สึก อารมณ์ของผู้อื่น มีความสามารถที่จะเชื่อถือผู้อื่น และทำให้ผู้อื่นเชือถือในตัวเราด้วย สามารถให้อภัย และขอโทษผู้อื่นได้
5. quality communication หรือ social skill เป็นความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์และเชื่อถือกับผู้อื่น มีความสามารถทางสังคมสามารถสร้างสัมพันธ์อย่างแน่นแฟ้นยาวนานกับผู้อื่นได้รวมทั้งความสามารถในการเป็นผู้นำ ที่มีประสิทธิภาพ

แหล่งที่มา : สมชาย จักรพันธุ์. เรื่องราว E.Q. วารสารหมออนามัย 9(16) : 80-83

Tip for Do
3 ข้อง่ายๆในการพัฒนา EQ สำหรับเด็กพิเศษ

1. จุดเริ่มต้นที่เด็กพิเศษจะมี EQ ที่ดี พ่อแม่ต้องมี EQ ที่ดีก่อน โดยแสดงตนให้เป็นสิ่งแวดล้อมที่อบอุ่นและปลอดภัยให้ลูก เปิดโอกาสให้ลูกเห็นวุฒิอารมณ์ที่มั่นคงของพ่อแม่ เพราะเด็กเรียนรู้จากการเลียนแบบจากรูปธรรมที่เห็นได้ชัดเจนมากกว่าการทำตามคำสั่ง แสดงให้ลูกเห็นว่าเมื่อมีความโกรธพ่อแม่สามารถจัดการกับความโกรธหรืออารมณ์ที่อยู่ข้างหน้าได้อย่างมีสติ

: หากพ่อแม่เกิดภาวะอารมณ์ขึ้น เราสามารถบอกกับลูกได้ว่า ตอนนี้รู้สึกอย่างไรและขอโอกาสลูกที่จะไปสงบใจลง โดยไม่จำเป็นที่จะต้องแสดงท่าทีเกรี้ยวกราด ระเบิดอารมณ์ เก็บกดอารมณ์ หรือแสร้งว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น จงซื่อสัตย์ต่ออารมณ์ตนเอง และค่อยๆผ่อนคลายตัวเองลงด้วยลมหายใจช้าๆ ลึกๆ ยาวๆ เพราะอารมณ์นั้นมา..แล้วก็ไปอยู่กับเราไม่นานหรอกค่ะ การรู้เท่าทันอารมณ์ตนเองบ่อยๆก็เหมือนกับการฝึกออกกำลังกายที่ทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรง การรู้ทันอารมณ์จะช่วยให้ใจแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ EQ พ่อแม่ดี EQ ลูกก็ดีค่ะ

2. สังเกตุลูกอย่างที่ลูกเป็น เข้าใจธรรมชาติและความเป็นจริงของลูก เด็กพิเศษแต่ละคนจะมีลักษณะและความเฉพาะตัวที่แตกต่างกัน มีความถนัด ความชอบ หรือแม้กระทั่งเรื่องที่ต้องพัฒนาเพิ่มไม่เหมือนกัน. แต่ระบบของการคัดกรองเด็กพิเศษ รวมทั้งหลักสูตรที่เราใช้พัฒนาลูกๆของเรามีลักษณะของการ "จับผิด" เพราะจะจับเอามาฝึกให้เรื่องที่ผิดเป็นเรื่องที่ถูกนั่นเอง ซึ่งคุณหมอและนักบำบัดต่างๆก็ขยันจับที่ผิดมาแจ้งให้เรารับรู้ด้วย เพราะนั่นคือการทำหน้าที่อย่างถูกต้องด้วยหวังให้เรานำกลับไปพัฒนาลูกได้อย่างถูกต้อง แต่หน้าที่ของเราซึ่งเป็นพ่อแม่คือ

: ฝึก"จับถูก" ลูกบ้างหมั่นชื่นชมในสิ่งที่ลูกทำได้ดีแม้ว่าจะเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ เช่น ช่วยผู้ใหญ่หยิบของ ทำความเคารพโดยไม่ต้องเตือน ฯลฯ เพราะถ้าทุกครั้งที่เจอกันเป็นเรื่องของการฝึกและสอนหรือบอก เด็กๆก็จะขาดความสุขในการพบเจอกับพ่อแม่ไปโดยปริยาย การถอยออกมาดูความสุขของลูกนอกจากการมุ่งไปที่ความสำเร็จของการฝึกบ้าง ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไรนะคะ ลองมาเติมความสุขลงในคำพูดเชิงบวกได้ทุกวันและตลอดเวลาด้วยการ 'จับถูก' ลูกกันเถอะค่ะ

3.ฝึกฝนทักษะต่าง ๆ ที่จำเป็นในการพัฒนาอารมณ์ของลูกจากสถานการณ์และประสบการณ์จริงที่เราและลูกพบเจอร่วมกัน อาทิ สร้างให้ลูกมีความนับถือตนเอง มีความเข้าใจตนเอง มองโลกในแง่ดี มีการแสดงออกของอารมณ์อย่างเหมาะสม สามารถจัดการกับความเครียดที่เกิดขึ้นได้โดยไม่ทำให้ผู้อื่นหรือตนเองเดือดร้อน ใช้ทักษะการแก้ปัญหาแก้ไขความขัดแย้ง สร้างวินัยในตนเอง มีความอดทนอดกลั้นต่อสิ่งต่างๆ และสามารถสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับผู้อื่นได้ โดยการเปิดโอกาสให้ลูกได้สัมผัสกับอารมณ์ด้านลบของตนเอง เช่น โกรธ กลัว อิจฉา รู้สึกผิด ให้ลูกเข้าใจว่าอารมณ์เป็นเรื่องปกติของมนุษย์แต่เราสามารถจัดการกับอารมณ์ที่เกิดขึ้นได้

: เราและลูกเรียนรู้ไปด้วยกันได้ค่ะ โดยเฉพาะเรื่องราวที่เกิดขึ้นจากชีวิตจริงที่ลูกพบเห็นและนำมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ คำถามแรกเลยที่จะช่วยสะท้อนความรู้สึกของลูกเมื่อมีเหตุการณ์ใดๆเกิดขึ้นก็คือ 'หนูรู้สึกอย่างไร ?' อย่าเพิ่งไปด่วนตัดสินหรือมีอารมณ์กับคำตอบที่อาจจะไม่ตรงใจเรานะคะลองฟังเหตุผลของลูกก่อนค่ะว่า ลูกคิดอย่างนั้นเพราะอะไร? เนื่องจากมีบริบทอีกตั้งเยอะแยะที่อาจจะทำให้ลูกเข้าใจไปต่างๆนานา จากนั้นก็มาลองฟังแนวคิดของลูกต่อว่า แล้วหนูคิดว่าหนูจะทำอย่างไร? และทำไม? การรับฟังความรู้สึกของลูกที่พูดออกมา ด้วยท่าทีที่มีความตั้งใจรับฟังของพ่อแม่ จะช่วยให้ลูกรู้สึกได้ถึงการยอมรับความคิดเห็น และในหลายๆครั้งพ่อแม่อาจจะพบกับความประหลาดใจที่รู้ว่า ลูกเอาข้อมูลที่สะสมจากนิทาน เพลง เรื่องเล่า หรือประสบการณ์ที่ลูกพบเจอมาแก้ปัญหาตามความคิดเห็นของลูก จังหวะนี้ละค่ะคือจังหวะทองที่พ่อแม่จะช่วยดึงเอาประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องมาทำให้ลูกเข้าใจและหลอมรวมเป็นประสบการณ์ใหม่ เพื่อเป็นรากฐานของทักษะที่จำเป็นสำหรับการจัดการอารมณ์ของตนเองต่อไป

เมื่อพูดถึงต้นทุนของชีวิตลูกที่อยู่ในภาวะที่มีความ "พิเศษ" จะพบว่าพ่อแม่มักจะไปกังวลอยู่กับพัฒนาการทางการเรียนของลูก เพราะเข้าใจไปว่าถ้าลูกมีความรู้มากก็จะเป็นต้นทุนในการใช้ชีวิตที่ดี จนเวลาล่วงเลยผ่านไปจึงมักหลงลืมที่จะฝึกเรื่องราวที่อยู่ข้างในตัวลูกนั่นคือการรู้เท่าทันอารมณ์ตนเอง และอารมณ์ของผู้อื่น เมื่อความรู้ที่มีไม่สามารถนำออกมาใช้ในชีวิตจริงได้อย่างขาดการเชื่อมโยง เรื่อนี้ก็จะส่งผลให้เด็กพิเศษหลายคนไม่สามารถก้าวข้ามเส้นแบ่งที่ตนเองขีดไว้ได้ ดังนั้นการการพัฒนา EQ จึงเป็นการเริ่มต้นสำคัญที่ต้องเริ่มโดยเรา ที่นี่..และเดี๋ยวนี้ แล้วจุดเริ่มเล็กๆของพ่อแม่จะเป็นต้นทุนที่สำคัญในชีวิตของลูก เพราะจะทำให้ลูกอยู่ในสังคมได้อย่างเป็นสุข แม้จะไม่มีพ่อแม่คอยประคับประคองอีกต่อไป และนั่นคงเป็นความคาดหวังของพ่อแม่ทุกคนที่มีลูกเป็นเด็กพิเศษ จากนี้ไปไม่ว่าหนทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ครูป๋วยขอเป็นอีกหนึ่งในกัลยาณมิตรที่จะเป็นเพื่อนร่วมเดินทางของคุณพ่อคุณแม่ทุกท่าน แล้วกลับมาพบกันในฉบับหน้าค่ะ


PB-Mag Team

Comments

comments