โดเรมอนกับมานีชูใจ

โดเรมอนกับมานีชูใจ

หลังจากที่ครั้งก่อนเขียนเกี่ยวกับ generation ต่าง ๆ เลยนึกถึงเรื่องราวของวัยเด็กโดยมีการ์ตูนโดเรมอนที่หมอมั่นใจว่าผู้อ่านทุกคนต้องรู้จักเป็นความทรงจำหน้าหนึ่งในสมุดบันทึกของหมอ

ปัจจุบันโดเรมอนถือกำเนิดมาเป็นเวลากว่า 40 ปีแล้ว ช่วงเด็ก ๆ หมอจำได้ว่าต้องตื่นมาตอนเช้าวันเสาร์อาทิตย์เพื่อดูทุกสัปดาห์ แม้จะเคยอ่านจากหนังสือการ์ตูนมาแล้วว่าแต่ละตอนมีอะไรบ้าง หมอก็ยังอยากดูทุกครั้งและมักจะจำฉากสำคัญได้ตลอด ไม่ว่าจะเป็นไจแอนท์ร้องเพลง โดเรมอนกลัวหนู หรือซิซูกะอาบน้ำ ครั้งนี้หมอเปิดดูโดเรมอนอีกครั้งแต่ได้ความคิดต่างไปจากเดิมมาก

เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นชาติที่มีการแข่งขันสูงตั้งแต่เด็ก เราจึงเห็นว่าเด็กญี่ปุ่นคนใดที่เรียนเก่งก็เป็นที่ภูมิใจของพ่อแม่มากโดยเฉพาะเด็กผู้ชายที่เป็นความคาดหวังของครอบครัวอย่างโนบิตะ สิ่งที่เป็นความต้องการของผู้เขียนคืออยากให้โนบิตะเป็นผู้แพ้ตลอดกาลไม่ว่าจะเป็นสอบได้ศูนย์คะแนนตลอด โดนเพื่อนรุมแกล้ง และเล่นกีฬาไม่เก่งซักอย่าง เมื่อโดเรมอนมาจากโลกอนาคตเพื่อช่วยเหลือโนบิตะทำให้การ์ตูนเรื่องนี้เหมือนการ์ตูนซุปเปอร์ฮีโร่อย่างซุปเปอร์แมนหรือแบทแมนเลยทีเดียว ถ้าดูจากสภาพสังคมญี่ปุ่นในยุคนั้น ประเทศอยู่ในช่วงสร้างประเทศหลังแพ้สงครามโลกครั้งที่สองและมีเด็กเกิดใหม่จำนวนมาก คนญี่ปุ่นจึงต้องการที่พึ่งทางใจที่เข้ากับเด็กได้และไม่มีภาพการต่อสู้จากสงครามหลงเหลืออยู่ ดังนั้นโดเรมอนเป็นพระเอกของทั้งผู้ใหญ่และเด็กได้ในคราวเดียวกัน

ทุกครั้งที่โนบิตะมีปัญหาไม่ว่าจะเป็นโดนไจแอนท์แกล้งหรือสอบได้ศูนย์คะแนน โดเรมอนก็จะมีของวิเศษมาช่วยเหลือแทบทุกครั้ง แม้โดเรมอนรู้ดีว่ายิ่งช่วยมากเท่าไรโนบิตะก็ยิ่งช่วยเหลือตัวเองได้น้อยลงแต่ก็ยังอดไม่ได้ที่ต้องช่วยทุกครั้ง ทางจิตวิทยาเรียกภาวะนี้ว่าความรักแบบไร้เงื่อนไข (Unconditioned Love) เหมือนความรักของแม่ บางคนจึงมองว่าโดเรมอนมีความอ่อนโยนของเพศแม่อยู่ลึก ๆ และน่าเป็นสาเหตุอันหนึ่งที่ทำให้ทุกคนรักโดเรมอนแบบไร้เงื่อนไขเช่นกัน

จริงๆ ผู้เขียนไม่ได้เขียนเกี่ยวกับตอนจบของโดเรมอน แต่ผู้อ่านบางคนได้ลองเขียนโดยเริ่มจากแบตเตอรี่ในตัวโดเรมอนหมดลง โนบิตะเองก็พยายามทุกวิถีทางที่จะช่วยให้โดเรมอนกลับมาและได้เปลี่ยนจากเด็กขี้แงหนีปัญหาให้เป็นเด็กขยันและมั่นใจ ความตั้งใจของโนบิตะมาเป็นผลในอีกสามสิบปีข้างหน้าเมื่อเขาสามารถเป็นวิศวกรอันดับหนึ่งในญี่ปุ่นและนำโดเรมอนกลับมาได้ ไม่ใช่เพราะอยากได้ของวิเศษเหมือนตอนเด็กแต่เป็นเพราะคิดถึงเพื่อนที่ดีที่สุดในชีวิต

ถ้าลองดูโดเรมอนแบบไทยๆ หมอคิดว่าน่าจะคล้ายหนังสือมานีชูใจ ช่างเป็นภูมิปัญญาไทยที่สามารถสอนภาษาไทยให้สนุกกว่าการท่องอักษรเสียงกลางอย่าง “ไก่จิกเด็กตายบนปากโอ่ง” มานีชูใจค่อย ๆ สอดแทรกประเพณีวัฒนธรรมไทยทีละนิดโดยเด็กนักเรียนเองก็สนุกกับการเรียน แม้จะไม่มีตัวเอกเหมือนโดเรมอน แต่เนิ้อหาน่าติดตามเพราะว่าเด็กในเนื้อเรื่องค่อย ๆ โตตามผู้อ่านและเนื้อเรื่องทั้งหมดสามารถเกิดขึ้นได้จริงไม่ได้เป็นการ์ตูนแฟนตาซีอย่างโดเรมอน

แน่นอนว่ามีผู้อ่านบางคนเขียนตอนจบของมานีชูใจ เนื้อเรื่องออกแนว happy ending เด็กส่วนใหญ่ประสบความสำเร็จในชีวิต มานีได้เป็นคุณหมอ ชูใจแต่งงานและไปอยู่ที่ออสเตรเลีย ปิติเป็นข้าราชการและกำลังจะแต่งงาน เมื่อเพื่อนทุกคนได้มาพบกันต่างก็เล่าประสบการณ์วัยเด็กที่น่าจดจำโดยผู้อ่านต่างก็จำได้ดีเหมือนเหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้ หมอเชื่อว่าทุกคนต่างก็มีความรู้สึกที่ดีกับเพื่อนสมัยวัยเด็กไม่ว่าตอนนี้เพื่อนจะแตกต่างกับเราแค่ไหนแต่ความรักแบบไร้เงื่อนไขในวัยเด็กก็ไม่เปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย

น่าเสียดายที่เด็กสมัยนี้ไม่ได้เรียนมานีชูใจแล้วด้วยเหตุผลว่าล้าสมัยเกินไป เด็กสมัยใหม่หันมาใช้แท็บเล็ตเลยทำให้เด็กได้เพื่อนเป็นน้องจ๊ะคันหูหรือพี่ริวจิตสัมผัสแทน.....


PB-Mag Team

Comments

comments