BBL TOYS ของเล่นพัฒนาสมอง…ต้องอย่างนี้!

ช่วงปลายปีนี้มีความตื่นตัวในการนำ Brain-Based Learning หรือทฤษฎีการเรียนรู้ ที่อยู่บนพื้นฐานของโครงสร้างและการทำงานของสมองมากระตุ้นอุตสาหกรรมของเล่นในเมืองไทย ให้เกิดการออกแบบของเล่นใหม่ๆ ที่เป็นตัวช่วยของพ่อแม่และคุณครูในการพัฒนาสมองของเด็กปฐมวัย โดยสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (OKMD) คราวนี้จึงขอนำเรื่องราวที่ได้เรียนรู้มาแบ่งปันกัน เพื่อให้พ่อแม่เห็นภาพรวมของสิ่งที่เรียกว่า ‘ของเล่น’ จะได้เลือกมาเติมเต็มประสบการณ์ให้ลูกได้เหมาะสมค่ะ

“ไม่มีของเล่นใดที่สามารถตอบสนองความต้องการของเด็กทุกคนได้เหมือนกัน และแต่ละวันเวลา เด็กก็ต้องการของเล่นที่แตกต่างกันไป ขึ้นกับภาวะจิตใจ ร่างกาย และความคิดของเด็กในช่วงนั้นๆ”

เล่นได้แม้ไม่มีของเล่น
แม้ไม่มีของเล่นที่ถูกทำมาเพื่อให้เป็น ‘ของเล่น’ เด็กก็สามารถเล่นและหาของเล่นรอบตัวได้เอง แต่การมีของเล่นที่ทำขึ้นเพื่อส่งเสริมพัฒนาการด้านต่างๆ อย่างชัดเจน รวมทั้งการออกแบบให้มีสีสัน รูปร่าง เสียง การโต้ตอบได้ ช่วยทำให้การเล่นนั้นสนุกสนานท้าทายมากขึ้น สมัยที่ลูกสาวอยู่อนุบาล 1 ทุกวันเมื่อกลับบ้านจะพบว่าในกระเป๋าเสื้อของเธอจะมีเศษไหมพรมที่ร่วงหล่นในห้องเรียน ใบไม้ที่เก็บมาจากสนามเด็กเล่น รวมทั้งกระดาษแผ่นเล็กๆ คุณครูบอกว่าเธอมีความสุขกับการลูบคลำ มองดู และ ‘เล่น’ อยู่กับของเหล่านั้นได้ทั้งวัน เพราะจินตนาการนั้นทำให้ทุกอย่างมีชีวิตได้ เราจึงไม่ควรรีบยัดเยียดของเล่นสำเร็จรูปที่ซื้อหามาราคาแพงให้ลูก แต่ลองให้ลูกได้ค้นหาของเล่นจากโลกรอบตัว ในครัว ในสวน ในตู้เสื้อผ้า เพื่อที่ว่าลูกจะเป็นเด็กที่แสวงหามากกว่ารอคอย แล้วเราค่อยๆ ต่อยอดของเล่นเหล่านั้นให้ส่งเสริมพัฒนาการอย่างจริงจังขึ้นได้ เมื่ออยู่ชั้นประถมศึกษา จากเศษไหมพรมได้พัฒนามาสู่การฝีมือทุกประเภท จากเศษกระดาษมาสู่การพับ origami จากใบไม้มาสู่การสงสัยใคร่รู้ในความเป็นไปของธรรมชาติ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นพื้นฐานสำคัญของความอยากเรียนในวิชาที่ซับซ้อนอย่างคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ และความอยากเรียนนั้นสำคัญกว่าสิ่งใด ถ้าเรารักษาไว้ได้นานเท่าไร ลูกจะเรียนรู้ด้วยความสุขและค้นพบหนทางของตัวเองได้เร็วมากเท่านั้น เราจะไม่ต้องหนักใจว่าทำไมลูกไม่อยากไปโรงเรียนไม่อยากอ่านหนังสือหรือติดเกม

เข้าใจของเล่นในท้องตลาด...ฉลาดเลือก
ของเล่นดีๆ มีมากมายในท้องตลาด แต่เราต้องฉลาดเลือกเสียหน่อย ที่สำคัญที่สุดคือเรื่องความปลอดภัย รองลงไปเป็นความคุ้มค่า ดูข้างกล่องว่าเหมาะกับเด็กอายุเท่าไร และที่สำคัญมีจุดเด่นมุ่งส่งเสริมพัฒนาการด้านใด

ของเล่นบทบาทสมมติ (Role Play) เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับพฤติกรรมเด็กวัย 3-5 ปีที่ชอบเลียนแบบ ของเล่นกลุ่มนี้จึงมักเป็นชุดอุปกรณ์อาชีพต่างๆ เช่น หมอ ช่างไม้ นักดนตรี จิตรกร หรือชุดอุปกรณ์ที่คุณพ่อคุณแม่ใช้จริงในบ้าน เช่น เครื่องครัว บ้านตุ๊กตา เครื่องมือทำสวน รวมทั้งของเล่นเกี่ยวกับเจ้าหญิง เจ้าชาย สัตว์ ตัวการ์ตูน หรือบรรดาซุปเปอร์ฮีโร่ ซึ่งเด็กๆจะสังเกตจดจำสิ่งที่ผู้ใหญ่หรือตัวละครทำทั้งกริยาท่าทาง คำพูด อารมณ์และวิธีที่ปฏิบัติต่อกันในบทบาทนั้นๆ เวลาจะเลือกของเล่นกลุ่มนี้ ควรส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้และเลียนแบบในบทบาทที่ช่วยให้เด็กเข้าใจโลกมากขึ้น มิใช่ตามกระแสการตลาดของตัวละครในการ์ตูนและภาพยนตร์เท่านั้น

ของเล่นฝึกความจำ (Memory Games) ช่วงอายุ 7 เดือน – 3 ปี เด็กจะมีพัฒนาการทางสมองอย่างรวดเร็ว ของเล่นประเภทนี้ช่วยกระตุ้นสมองให้จดจำข้อมูลพื้นฐานต่างๆ ที่จะต่อยอดทางภาษาและคณิตศาสตร์ในอนาคต เช่น ตัวอักษร สี ทิศทาง ตำแหน่ง มิติ ระยะทาง ของเล่นกลุ่มนี้จะเป็นลักษณะการ์ด เช่น เกมส์เปิดไพ่จับคู่ที่มีรูปภาพใหญ่ ชัดเจนและสมจริง สีสันสวยงามดึงดูดใจ พบว่าความจำระยะสั้นของการจำภาพหรือตัวเลขจะอยู่ในช่วง 7 หลัก บวกลบสอง เช่น เราจำเบอร์โทรศัพท์ได้ดีระหว่าง 5-9 หลัก ของเล่นก็เช่นกันเด็กจะจำตำแหน่งของไพ่ได้ไม่เกิน 7 คู่ แต่ถ้าฝึกฝนมากๆ เด็กสามารถจำได้มากถึง 100 ใบก็มี ข้อแนะนำคือคุณพ่อคุณแม่มักภูมิใจที่ลูกทำได้ แต่หากใช้เวลากับการฝึกความจำหรือด้านใดด้านหนึ่งมากเกินไป เด็กก็จะขาดอากาสในการเรียนรู้ด้านอื่นๆ

ของเล่นมิติสัมพันธ์ (Visual Spatial Toys) เป็นของเล่นที่ส่งเสริมการคิดอย่างมีเหตุผล เช่น เกมส์กระดานที่มีการจัดเรียงรูปที่มีลักษณะจิ๊กซอ (ภาพที่เมื่อนำชิ้นที่ขาดไปมาประกอบกันแล้วจะได้ภาพที่สมบูรณ์) ซึ่งเป็นการฝึกทักษะที่นิยมกันมาก ข้อแนะนำคือ หากเลือกจิ๊กซอที่ง่ายเกินไปเด็กจะหมดความสนใจเร็ว หากยากเกินไปเด็กก็อาจท้อถอยไม่สนุก ของเล่นพวกนี้จึงมีการออกแบบให้เหมาะกับวัย ให้มีทั้งขนาดและจำนวนชิ้นที่เหมาะกับอายุของเด็ก ควรอ่านคำแนะนำที่ข้างกล่องก่อนซื้อ รวมทั้งสังเกตว่าของชิ้นเดิมที่ลูกหมดความสนใจนั้นอยู่ในระดับความยากง่ายอย่างไร เพราะเด็กแต่ละคนที่มีอายุเท่ากันแต่ความสามารถในการเล่นก็แตกต่างกันได้

ของเล่นประสานงานระหว่างสายตาและมือ (Eye-Hand Coordination) เป็นของเล่นที่เด็กเห็นผลสำเร็จได้ฉับพลันทันที โดยใช้ทักษะทางศิลปะเพียงเล็กน้อย เช่น การลอกลาย การวาดรูปตามแบบ การวางลูกปัดในถาดภาพใสรูปสัตว์ นอกจากจะพัฒนาการประสานของสายตาและมือที่เป็นพื้นฐานสำคัญในการอ่านเขียนแล้ว การเห็นผลสำเร็จได้เร็วส่งเสริมให้เด็กที่มีสมาธิสั้น เรียนรู้ช้า มีความมั่นใจและอยากเล่นอะไรทำนองนี้ที่ยากและใช้เวลานานยิ่งขึ้น เช่น การใช้แรงจับโดยใช้นิ้ว การเลื่อนลูกปัดในราง จิ๊กซอภาพ การค้นหาเส้นทาง กล่องแบ่งรูปทรง เป็นต้น Eye-Hand Coordination เป็นทักษะสำคัญในการอ่านเขียนและทำงานที่ต้องอาศัยความประณีตในอนาคต มือของมนุษย์ที่สามารถทำงานที่ละเอียดอ่อนสร้างสรรค์นั้นนำไปสู่การสร้างนวัตกรรม การให้ลูกกดปุ่มคอมพิวเตอร์หรือลากนิ้วบนแท็บเล็ตจนเป็นกิจวัตรนั้น เป็นการลดทอนศักยภาพของมือและสายตาซึ่งเป็นช่องทางที่ลูกจะนำจินตนาการในสมอง ออกมาสร้างทำในชีวิตจริงจนสำเร็จได้ด้วยความมานะพยายาม ไม่เบื่อหน่ายง่ายๆ เมื่อไม่เห็นผลทันใจเหมือนตอนเล่นเกม

ของเล่นฝึกการจัดหมวดหมู่ เป็นการฝึกแยกแยะสิ่งที่เหมือนกันและต่างกัน ซึ่งนอกจากจะฝึกแยกแยะสิ่งของ สีสัน รูปทรง ซึ่งเป็นทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์แล้ว บางเกมส์ยังฝึกแยกแยะภาพใบหน้าที่แสดงอารมณ์ความรู้สึกที่แสดงความพอใจและไม่พอใจด้วย เกมส์แยกแยะภาพใบหน้านี้ต่างประเทศมีมากมายเรียกว่า Guess Who? ใช้ได้ดีในสอนเรื่อง การเข้าใจอารมณ์ผู้อื่นซึ่งเด็กออทิสติกหรือเด็กที่ขาดการเลี้ยงดูใกล้ชิดจำเป็นต้องได้รับการกระตุ้นเป็นพิเศษ เพื่อให้สามารถเข้าใจผู้อื่นและมีปฏิสัมพันธ์ที่เหมาะสมกับผู้คนได้

ของเล่นฝึกเวลาตอบสนอง มีการสร้างของเล่นชื่อ Bob IT ขึ้น เป็นของเล่นที่เมื่อมีคำสั่งอะไร เด็กต้องทำตามอย่างรวดเร็ว เช่น ดึง หมุน บิด ตี ซึ่งใช้กระตุ้นเด็กที่มีการเรียนรู้ช้า (Learning Disability) ให้โต้ตอบเร็วขึ้น แต่อาจมีผลไม่ดีต่อเด็กที่มีสมาธิสั้นเพราะจะกระตุ้นให้เด็กจะทำอะไรด้วยความรวดเร็วเกินไป นี่จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ว่าของเล่นที่ออกแบบดีนั้นจะเหมาะกับลูกของเราหรือไม่ อยู่ที่เราต้องเข้าใจทั้งลูกและของเล่นด้วย
ของเล่นฝึกทักษะกล้ามเนื้อใหญ่ เช่น แขน ขา เท้า ด้วยการกระโดด วิ่ง เต้นจังหวะเร็ว เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดินหน้า-ถอยหลัง-ด้านข้าง-ตรงข้าม และวงกลม เคลื่อนไหวในที่ต่างระดับ เช่น สูง ต่ำ ข้างใต้ ข้างบน ข้างล่าง แนวนอน การเคลื่อนไหวที่มุ่งตรงไปยังเป้าหมาย การเคลื่อนไหวพร้อมเสียงดนตรีโดยใช้เครื่องเขย่าให้จังหวะ มือเคาะ และเคลื่อนไหวแบบยากโดยการเหวี่ยงแขน เหวี่ยงตัว กระโดด วิ่งพร้อมปรบมือเป็นจังหวะ ความรู้เรื่องสมองทำให้เราเข้าใจแล้วว่าทำไมเด็กวัยอนุบาล-ประถมยังซุกซนกันนัก เพราะการเคลื่อนไหวไปช่วยกระตุ้นสมองให้ตื่นตัวและเรียนรู้ได้ดี ขณะนี้มีโรงเรียนต้นแบบ BBL ได้ออกแบบของเล่นกลางแจ้งเป็นฐานต่างๆ ให้เด็กได้ฝึกทักษะกล้ามเนื้อใหญ่ทุกส่วนก่อนเริ่มเรียนวิชาแรก โดยเล่นกันทั้งโรงเรียนหลังเคารพธงชาติกันทีเดียว

ของเล่นแบบนี้สิใช่เลย !
OKMD ได้แนะนำการสังเกตว่าของเล่นแบบไหนจะพัฒนาสมองลูกให้ฉลาดได้จริง ไม่ว่าจะเป็นของรอบตัว ของเล่นทำเอง หรือของเล่นที่ซื้อหาราคาแพง ชิ้นไหนตอบโจทย์ ๑๐ ข้อนี้ได้ถือว่าใช่เลย

1. ดึงดูดความสนใจและอยากเล่น
2. ชวนให้มีสมาธิ ใช้เวลาอยู่กับของเล่นอย่างต่อเนื่อง
3. กระตุ้นสมองและพัฒนาการหลายด้าน ผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า
4. เล่นด้วยความสุข สนุก มีรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ
5. ท้าทายความคิด ความรู้ ความสามารถ ชวนให้เล่นต่อเนื่อง เล่นแก้ไขปัญหาได้
6. กระตุ้นปฏิสัมพันธ์ทางสังคม เข้าใจผู้อื่น
7. จำลองจากของจริงหรือเชื่อมโยงกับประสบการณ์ในชีวิตจริงที่เคยเห็นหรือสัมผัสของจริง มีประสบการณ์ที่ใกล้คึยงกับการเล่นของเล่น เห็นแล้วรู้ได้ว่าเล่นอย่างไร กำหนดวิธีเล่นได้ด้วยตนเอง
8. ชวนให้อยากเล่นซ้ำ ประสบความสำเร็จในการเรียนรู้ระดับความสามารถของตนเองและพัฒนาต่อยอด เล่นแล้วอยากเล่นอีกไมรู้เบื่อ
9. เหมาะสมกับช่วงอายุ ของเล่นนั้นต้องปลอดภัยเหมาะกับวัยและพัฒนาการของผู้เล่น
10. มีขั้นบันไดของระดับและวิธีการเล่น มีวิธีการเล่นจากง่ายไปยาก


PB-Mag Team

Comments

comments