Baby boomer, Gen X, Gen Y

Baby boomer, Gen X, Gen Y

เคยสังเกตไหมครับว่าประเทศไหนที่แพ้หรือผ่านสงครามรุนแรง มักจะเป็นประเทศที่พัฒนาได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น เกาหลี เวียดนามหรือเยอรมัน น่าแปลกใจนะครับที่ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่วุ่นวายแต่คนเหล่านี้กลับมีสภาพจิตใจเข้มแข็งและสามารถสร้างชาติขึ้นมาใหม่ได้

ย้อนกลับไป 60-70 ปีในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ผู้ชายเสียชีวิตในสนามรบเป็นจำนวนมากทำให้รัฐบาลต้องเร่งสร้างคนโดยส่งเสริมให้ประชากรมีบุตรมาก ๆ เพื่อเป็นกำลังในการทำงานพัฒนาประเทศ ช่วงนี้จึงมีเด็กเกิดใหม่เป็นจำนวนมากเรียกยุคนี้ว่า “Baby boomer หรือ Generation B” (เด็กที่เกิดในปีพ.ศ. 2489 - 2507) เด็กยุค baby boomer เติบโตมาท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี เรียกได้ว่ารู้จักตั้งแต่กระดานชนวนไปจนถึงไอแพด ผ่านช่วงเวลาแห่งความยากลำบากยุคหลังสงครามทำให้เด็กรุ่น baby boomer มีนิสัยประหยัด อดทนทำงานหนักแบบบ้างาน (Workaholic) รักชาติและมีหัวอนุรักษ์นิยมสูง (Conservative) ทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนประเทศให้พัฒนาได้และกลายเป็นลักษณะของชาตินั้นๆ ไปโดยปริยาย

Baby boomer ในปัจจุบันคือวัยสูงอายุหรือวัยเกษียณที่เป็นมนุษย์เงินเดือนที่แทบไม่เคยเปลี่ยนงานเลย บางคนก็เป็นเจ้าของกิจการ บางคนก็เป็นข้าราชการผู้ใหญ่ เนื่องจากมีประสบการณ์ชีวิตมากผ่านความลำบากมานักทำให้ Baby boomer เป็นผู้คอยชี้แนะแนวทางชีวิตแก่ลูกหลาน แต่ก็มีข้อเสียที่คิดว่าประสบการณ์เท่านั้นจะเป็นผู้สอนเลยไม่ยอมรับความคิดสร้างสรรค์เท่าใดเข้าทำนอง “ผู้ใหญ่กินเกลือมากกว่าเด็กกินข้าว”

ยุคต่อมาคือ “Generation X” คือเด็กที่เกิดในปีพ.ศ. 2508 – 2522 ซึ่งเป็นยุคของคนวัยทำงานในปัจจุบัน เด็กเหล่านี้ถูกเลี้ยงโดย Baby boomer เริ่มมีสิทธิ เสรีภาพในชีวิตมากขึ้น เช่น ดนตรีแนวป๊อปร็อค แฟชั่น miniskirt และกางเกงขาม้า มีการเรียนรู้ภาษาอังกฤษและรักในประชาธิปไตย ทั้งหมดนี้ได้รับวัฒนธรรมจากประเทศอเมริกาเป็นส่วนใหญ่

Gen X มีความสมดุลระหว่างชีวิตงานและชีวิตส่วนตัว (Work-Life Balance) ดูแลสุขภาพร่างกายดีขึ้น ให้ค่านิยมกับการศึกษา รับฟังความคิดเห็นใหม่ ๆ และกล้าเสี่ยงมากกว่า Baby boomer เห็นได้ว่า Gen X มักเปลี่ยนงานบ่อยไม่ได้จงรักภักดีกับบริษัทใด มองที่ผลงานและรายได้มากกว่าประโยชน์ของบริษัท แน่นอนว่าความแตกต่างระหว่าง Baby boomer และ Gen X ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างวัย (Generation Gap) ลงท้ายโดยแยกจากครอบครัวขยายมาสู่ครอบครัวเดี่ยว ใช้ชีวิตตามคอนโดมีเนียมมากกว่าบ้านเดี่ยว

รุ่นสุดท้ายคือ “Generation Y” คือเด็กที่เกิดในปีพ.ศ. 2523 เป็นต้นมาถึงปัจจุบัน บางคนเรียก Millennium Generation หรือ Why Generation (คงเป็นเพราะเด็กเหล่านี้ชอบตั้งคำถามกับเรื่องต่าง ๆ มากจนผู้ใหญ่รำคาญ) การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือการเข้ามาของเทคโนโลยีทำให้ไม่ต้องใช้ความอุตสาหะในการทำงานมากเท่ารุ่นพ่อแม่หรือปู่ย่าตายาย ชอบอะไรด่วนได้ พยายามรวยทางลัด ให้ความสำคัญกับรูปร่างหน้าตาและมีความเป็นตัวของตัวเองสูง (วัยรุ่นเรียก Indy) เคารพในเสรีภาพคนอื่นแต่ก็ไม่ยอมให้ใครมาทำลายเสรีภาพตัวเอง ต้องการพื้นที่ส่วนตัวจนกลายเป็นการออกจากบ้านก่อนวัยและนำไปสู่การอยู่ก่อนแต่ง

เด็ก Gen Y ให้ความสำคัญกับการศึกษาน้อยลง พยายามทำงานส่วนตัวมากกว่าเป็นมนุษย์เงินเดือนจนตายโดยพยายามเอา Steve Job หรือ Bill Gates เป็นต้นแบบของคนที่ออกจากระบบการศึกษาและประสบความสำเร็จ จะว่าไปแล้วลักษณะของคน Gen Y ก็เกิดจากการเลี้ยงดูของคน Gen X ที่อยู่เป็นครอบครัวเดี่ยวและยุ่งกับงานมากเลยไม่ได้ดูแลลูกและให้คอมพิวเตอร์เลี้ยงแทน เด็ก Gen Y รู้สึกว่าพ่อแม่เครียดกับงานมากไปและเริ่มหาความสุขในชีวิตร่วมกับการทำงานทำให้ทำงานไม่สำเร็จบ่อย ๆ จนผู้ใหญ่มองว่า Gen Y เป็นวัยที่เอาแน่เอานอนไม่ได้เอาเสียเลย

ในปัจจุบันมีทฤษฎีบริหารองค์กรที่พยายามแยกคนปรับความแตกต่างแต่ละ Generation ให้กลมกลืนกัน เช่นอนุญาตให้คน Gen Y แต่งตัวด้วยชุดลำลองมาทำงานวันศุกร์ หรือจัดให้มีระบบพี่ดูแลน้องเพื่อให้ Gen X เป็นคนช่วยสื่อสารระหว่าง Baby boomer และ Gen Y แต่ทั้งนี้ไม่ค่อยมีใครนำทฤษฎีนี้มาใช้กับครอบครัวเท่าไรโดยเฉพาะครอบครัวไทยที่เป็นสังคมขยาย ส่วนหนึ่งพ่อแม่หรือปู่ย่าตายายยังเชื่อว่าเด็กต้องเชื่อฟังผู้ใหญ่เสมอ ๆ และห้ามเถียง เมื่อปัญหาไม่ได้รับการไกล่เกลี่ยก็สะสมกลายเป็นปัญหาครอบครัว การทำความเข้าใจยอมรับความแตกต่างระหว่างวัยและลองทำในสิ่งที่แตกต่างเช่น พ่อแม่ลองเล่นเกมคอมพิวเตอร์ร่วมกับลูกหรือหลานชายลองไปงานเลี้ยงรุ่นร่วมกับลุง เมื่อได้ลองทำสิ่งใหม่ ๆ ก็จะเริ่มเห็นข้อดีกว่าการมองแต่แง่ลบในมุมตัวเองอยู่ตลอดเวลา

คำคมฝรั่งเค้าบอกว่า “Walk in others shoes” หรือเอาใจเขามาใส่ใจเราครับ


PB-Mag Team

Comments

comments